รู้จักตัวเองก่อนดีที่สุด (Know yourself)

.

การรู้ว่าตัวเราเองคืออะไรนั้น ทำอะไรอยู่หลายคนคิดว่า น่าจะไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร..ก็รู้ ๆ กันอยู่ ใช้ชีวิตอยู่ แต่ลองตั้งคำถามให้ตัวเองนะครับ ว่าเอ้ แล้วทำไมเรายังต้องพึ่งพาคนที่สอนเราแสวงหาว่าเราคืออะไรกันอยู่ (วันนี้มาซะปรัชญาเลยนะครับ ห้าๆๆ) แต่อย่าเพิ่งเครียดครับ..ผมจะบอกแค่ว่า คนเราแปลกครับ ในแง่ของการทำงานคลังนั้น เราจะคิดไปเองเสมอว่า เรารู้ว่าตัวเองทำอะไรหรือเป็นอย่างไร..แล้วก้เริ่มพัฒนาปรับปรุงการทำงานในรูปแบบที่คิดว่าเรามีปัญหาตรงนั้น…

.
เราอยากแก้ปัญหามากมายในคลัง เพื่อให้แต่ละวันมีปัยหาเข้ามากวนใจน้อยลง หรือไม่ก็อยากจะพัฒนาการทำงานในคลังสินค้าเพื่อให้ต้นทุนลดลง หรือ ได้กำไรมากขึ้นจากการทำงานที่ไวขึ้น…แต่เท่าที่เคยเจอ ๆ มานะครับ หลายคนเลือกเชื่อสายตา หลายคนเลือกเชื่อตัวเลข..ในสายของผมนั้นเชื่อตัวเลขกับปลายทางที่ส่งเป็นหลักใยการจัดคลังสินค้าครับ…การวางผัง วางแผน ปรับปรุงการทำงาน มันเหมือนศิลปะครับ มันมีพลัง..เราจะมองหามันเจอเมื่อเจอปัญหาที่แท้จริง..และเมื่อเจอปัญหาที่คอยเล่นซ่อนแอบกับเรา เราก็จะพัฒนามันถูกทางเอง…

.

ความเชื่อเรื่องตัวเลขนั้น มันจะต้องสอดคล้องกับวิ่งที่เห็นที่ปลายทางเสมอมา… หรือเรียกว่า Order pattern คงจะอธิบายเป็นทฤษฎีได้ แต่คงไม่สนุก ตัวอย่างน่าจะชัดเจนกว่า…

.

การจัดคลังรองเท้าเจ้าหนึ่ง…ในตอนแรก จัดรองเท้าด้วยกันจัดเรียงสินค้าให้อยู่เต็มทุกช่องจัดเก็บ การหยิบก็หยิบได้ง่ายตามระบบ…แต่เมื่อเวลาผ่านไป คนที่ดูแลคลังก็มีคำถามให้กับตัวเองว่า.. แล้วลูกค้าวางสินค้าบนชั้นวางสินค้าอย่างไร…จึงหาโอกาสไปเที่ยวดูร้านรองเท้ามากมายและพบสิ่งหนึ่งคือ การวางสินค้าบนชั้นนั้น ว่าเป็นรุ่น และการจัดส่งสินค้าไปที่ร้านนั้น จะต้องมีสินค้าที่ไปที่ร้านตามค่าเฉลี่ยของขนาดเท้าส่วนใหญ่ เช่น..ไซด์ 8,9,10,11 ของผู้ชาย จะถูกส่งไปจำนวนมากกว่า ไซด์ 7,12,13 ดังนั้นเขาจึงกลับมาทบทวน และถามว่า แล้วที่ทำทุกวันนี้หละมันตอบโจทย์จริงไหม ใช่จริงหรือที่วางสินค้าเรียงไซด์บนที่จัดเก็บที่ต่อ ๆ กันไป…ดังนั้น จึงเริ่มทดลองว่าสินค้าใหม่ ให้ตรงกับที่จะต้องจัดส่งให้หน้าร้าน โดยมีทุกขนาดวางเรียงต่อกันเป็นช่วง ๆ ทำให้เกืดการเดินสั้นลง และการหยิบสินค้านั้น หมดไปเป็น ช่วงๆ ไม่วางเรียงต่อกันเหมือนแต่ก่อน แต่ว่าให้ได้สัดส่วนของสินค้า (อ่านแล้วงง อย่าตกใจนะครับ หลังไมค์มาได้ครับ)….ทำให้งานไม่ต้องทำการเคลียร์สินค้าออกจากชั้นอีก และพื้นที่พร้อมที่จะนำสินค้าเก็บเข้าไปได้…เมื่อเขาพบดังนั้น เขาจึงทำกับสินค้าทุกตัวในคลัง..ทำให้เวลาการทำงานลดลงถึงขั้นไม่มี OT ตลอดทั้งเดือน…

.

อันนี้เป็นตัวอย่างหนึ่งนะครับที่อยากจะเล่าให้ฟังว่า…บางที เราอาจจะเพียงรู้ แต่ไม่รู้ลึก ๆ แท้ ๆ ว่าปัญหาที่แท้จริงของคลังนั้นจะแก้ไขที่ตรงไหน..แต่ดันมองหาว่า…เทคโนโลยีไหนหน่าที่เท่ห์และน่าจะแก้ไขปัญหา แล้วก็เอามาใช้ จริง ๆ ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรที่มองหาอะไรใหม่ๆ แต่ความเป็นจริงแล้วนั้น การจะเลือกเทคโนโลยีหรือวิธีการทำงานมาทำให้เกิดขึ้นนั้น จะต้องเลือกด้วยสิ่งหนึ่งคือ ผลของการวิเคราะห์จากสถิติในการทำงานที่ผ่านมานั่นเอง..ลองเอาตัวนั้นมา บวก ลบ คุณ หาร ตัวนี้ดู อาจจะพบว่าเกิดอะไรขึ้นกับคลังสินค้าของเรา..แต่ไม่ใช่การ บวก ลบ คุณ หาร ปกตินะครับ แต่ต้องผ่านตรรกะเหมือนกันนะครับ เช่นการใช้สถิติมาเทียบเคียง, การใช้ Linear programming มาช่วยคิดว่าแนวโน้มหรือ Trend ของข้อมูลมันผันผวนแบบไหน มีปัจจัยอะไรที่คอยหนุนเนือง เช่น..ถ้าคุณขายรองเท้าของคนแก่ คุณอาจจะไม่สามารถเอาความนิยมของรองเท้าวัยรุ่นมาเทียบได้.. แต่หากคุณยังเอามาเทียบกันอยู่แล้วถามแต่ว่า จะจัดการมันอย่างไรนั่นแสดงว่าคุณไม่รู้จักตัวเองเอาเสียเลย..อาจจะทำให้ทำงานผิดทางไปนะครับ อันตรายมาก ๆ …..

.

ดังนั้นหากอยากรู้จักตัวเองเดี๋ยวกับงานคลังเยอะ ๆ ต้องทำ 3 สิ่งง่าย ๆ ครับ คือ ค้นคิด วิเคราะห์ และแยกแยะ ให้ชัดเจน..ว่า เราเจอกับอะไร และอะไรคือต้นตอกันแน่และแก้มันให้ตรงจุดซะ…ด้วยการทดลองที่ดียิ่งขึ้นเรื่อย ๆ แล้วคุณจะพบเองว่า คลังคุณนั้น ดียังไง และถนัดอะไรกันแน่…บางทีการพัฒนาไปทางใดทางหนึ่งอย่างต่อเนื่องมาก ๆ อาจจะทำให้การพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งเกิดขึ้น อย่างเช่น บริษัทยักษ์ใหญ่ทั้งหลาย เช่น ปตท, SCG, Toyota

.

จะหาลูกค้าทั้งที (Strategy for SALE)

.

ทุกวันนี้ความวุ่นวายจากสิ่งรอบข้างนั้นแสนสาหัสมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะหลาย ๆ สิ่งรอบตัวพยายามหมุนตัวเองให้เร็วขึ้น…ย้ำนะครับว่า “ทุกอย่างพยายามหมุนตัวเองให้เร็วขึ้น” เพราะเมื่อเทียบกับความวุ่นวายในอดีตไม่ได้เน้นความเร็วที่ว่องไวขนาดนี้ จึงทำให้ส่งผลต่อการทำงานที่ชัดเจน บางที่อาจจะถึงขั้นเรียกว่าสะเปะสะปะ ก็เป็นได้…..

.

เมื่อเราสะเปะสะปะ มันก็เลยไม่ได้ศึกษาอะไร ๆ ลงไปลึก ๆ ในธุรกิจของ Logistics นั้น บางทีเราก็ตั้งธงไว้พอควรเลยว่า เราจะหาลูกค้ากลุ่มนี้กลุ่มนั้น ทั้ง Automotive, FMCG, Retail, Fashion, Chemical, Supply, Food มีอีกมากมายครับที่เราจะต้องเข้าไปเจาะเพื่อให้ได้บริการแก่ลูกค้าเหล่านี้..แต่บางครั้งเราเองก็อาจจมีจุดที่ทำกันจนชินแล้วก็ลืมเลือนไปว่า…”แล้วตัวเรานั้นคือใคร?” บางทีแค่ “รู้เรา” อย่างเดียวนั้น ก็ถือว่าเรามีชัยไปกว่าครึ่งตามที่ซุนวูได้กล่าวไว้…เช่น เมื่อถึงเวลาเริ่มต้นปีมาถึง…เราควรจะต้องเริ่มต้นก่อนว่า ตอนนี้ “เรามีอะไร?” แล้ว “อะไรคือจุดเด่น?” “เราจะรองรับธุรกิจประเภทไหนที่มาช่วยให้ต้นทุนต่ำลงหรือทำให้คลังใหญ่ ๆ หนึ่ง คลังจะสามารถใช้อุปกรณ์ที่เรียกได้ เสมือนจะใช้ร่วมกันได้อย่างสมบูรณ์มากขึ้น…

.

การรู้เรานั้นเป็นสิ่งจำเป็นมาก หากจะทำอะไร เพราะถ้าเราไม่รู้ว่าเรามีอะไร แล้วเราจะทำอะไรต่อไป…หรือเอาอะไรของเราไปขายดี…และเราก็จะกระโจนเข้าสู่ Red Ocean คือการทำธุรกิจด้วยการเอาราคาเข้าสู้….แต่อย่างที่บอกครับว่า โลกมันวิ่งไปไวมาก เป้าหมายที่เพิ่มทุกปี บางทีก็ทำให้เรามองพลาดไปว่า..สภาพเศรษฐกิจแบบไหน จะเล่นแบบไหนดี..บางทีการนิ่งเฉยอาจจะดีกว่าออกไปทำแล้วติดกับดัก….

.
เมื่อเรา “รู้เราแล้ว” มันยังต้องไปต่อที่การพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่องในสิ่งที่ทำ…อันนี้มีอะไรบางอย่างสอนใจผมมาตลอดเรื่องการพัฒนาตนเอง ผมใช้เพลงไข่เจียวของวงเฉลียงครับ…หลายคนบอกว่าเพลงอะไร มีแต่ไข่เจียว…แต่เชื่อเถอะครับ ลองตั้งใจฟังแล้วคุณจะพบว่า หลักการพัฒนาตัวเองให้ดียิ่งขึ้น..นอกจากตั้งคำถามที่ดีขึ้นเรื่อย ๆ การตั้งใจทำอะไรสม่ำเสมอและดีขึ้นเรื่อย ๆ ก้เป็นอีกหนทางเช่นกัน โดยสิ่งเหล่านี้จะต้องมีพลังจากข้างในตัวคุณที่จะเปลี่ยนแปลงและพัฒนามัน…

.

ลองตั้งโจทย์เล่น ๆ นะครับ ถ้าคุณจะขายบริการงานคลังสินค้า อะไรที่คุณควรจะรู้บ้าง…ด้วยสัญชาตญาณ เราคงต้องบอกว่า ก็ขายคลังในรูปแบบที่เราให้บริการอย่างถนัดมือ เช่น คลังของเราถนัดการจัดจ่ายยา..ฝ่ายขายก็อย่าไปเลือกธุรกิจอะไหล่รถยนต์ทำเลย จะดีกว่านะครับ…หรือบางคนอาจจะทำได้หมด แต่ไม่สุดสักอย่าง..ก็หามาทุกรูปแบบ..แต่ทั้งสองแบบมีข้อดีและเสียนะครับ… หากคุณ Focus ที่สินค้าเพียงแบบเดียวก็ง่ายไปหลายอย่าง ทั้งคนก็ไม่ต้องหาหากหลายแบบ, แบ่งปันกันใช้งานได้ ทั้ง Rack และ MHE แต่หากคุณทำหลาย ๆ รูปแบบ อุปกรณ์อาจจะแชร์ได้ แต่ ความถนัดในการจัดการสินค้าแต่ละประเภทยังคงต้องพึ่งพาประสบการณ์ในการทำงานกับสินค้านั้น ๆ …จึงไม่ง่ายนะครับ หากคุณจะถนัดทุกด้าน…

.

ลองพิจารณานะครับ…อย่าเพิ่งปล่อยผ่านประเด็นนี้ไปนะครับ เพราะบางบริษัทนั้น..อาจจะมีลูกค้าเยอะนะครับ แต่ใช่ว่าต้นทุนจะถูกนะครับ ความวาไรตี้ที่ยิ่งการงานเลี้ยงนี้ช่างโหดร้ายเสียจริง..คำที่ว่า “รู้เขา รู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครา” นั้นกินใจความลึกซิ้ง หากมีโอกาสลองพิจารณาในใจความนี้เยอะ ๆ นะครับ

.

ขอเอาใจความสำคัญมาแปะไว้นะครับ แต่ที่ไม่พลาดคือลิงค์ของเพลงครับ ลองฟังดูและคิดตามนะครับ อย่ามัวแต่ทานไข่เจียวแล้วเข้าปากไปนะครับ แอบคิดถึงก่อนนิดนึงนะครับ

……(ขอถาม) เขาถาม

(ขอถามเขาเขาเติมอะไรใส่) ฉันเติมอะไรลงไปในไข่

(เขาตอบ) ขอตอบ

(ใส่ความตั้งใจนั้น) และแสนสำคัญจริงใจกับไข่……

https://www.youtube.com/watch?v=zasR4jNxtE8

.

ไฟฟ้าแสงสว่าง (Lighting in Warehouse)

.

บ้านมีหลอดไฟ ในคลังก็ต้องการแสงสว่างในการทำงาน…หลัก ๆ การทำงานนั้นต้องมีแสงสว่าง เรามาดูกันครับว่าในคลังมีมาตรฐานความสว่างในคลังเท่าไหร่กันบ้างนะครับ

.

พื้นที่จัดเก็บ 100 LUX

พื้นที่ทางเดิน 50 LUX

พื้นที่ สำนักงาน 200-600 LUX แล้วแต่ประเภทการทำงาน..

แล้วเราวัดกันอย่างไร…หลักการง่าย ๆ ครับ คือ การจัดแสงนั้น วัดที่พื้นที่ทำงาน (ระดับพื้น) และ ระดับสายตาของคนทำงาน..จะต้องมีค่าความสว่างอยู่ในเกณฑ์

.

โดยทั่วไปนั้นในคลังสินค้า เราจะเห็นโคมไฟแสงสว่างเป็นลักษณะฝาชี…คำสามัญที่ใช้เรียกจะเรียกว่า โคม Hi-Bay ซึ่งจะมีแสงสว่างที่สะท้อนจากความโค้งด้านในตัวโคม และพุ่งตรงมายังพื้นที่ใต้โคม..เมื่อวัดความสว่างของแสงที่ตกแถว ๆ พื้นคลัง จากนั้นจะนำค่าที่ได้ไปเปรียบเทียบค่าตามข้อกำหนดต่อไป…ในคลังทั่วไปนั้น ไฟฟ้าแสงสว่างจะเป็นค่าใช้จ่ายหลักในการทำงานคลังสินค้าเลยทีเดียว..การจัดการก็คงจะมีเพียงแค่ เปิดยังไงให้ถูกที่สุด หรือ ปิดไปเลยไม่ต้องใช้…

.

พัฒนาการของการสร้างคลังก็มีเรื่อยมา เช่น การทำหลังคาให้แสงสามารถลอดลงมาได้ผ่านแผนใสบนหลังคา  แต่ดันมีของแถมอ่างเช่นความร้อน และการหมดอายุการใช้งานที่ไม่เท่ากับวัสดุมุมหลังคาอื่น ๆ อีก และใช้ได้แค่เวลากลางวันที่แดดจัด ๆ เท่านั้น..ดังนั้น การที่ปิดไฟแล้วทดแทนด้วยหลังคาใส บางทีอาจจะไม่คุ้มเพราะสุดท้ายก็ต้องเปิดไฟฟ้าแสงสว่างช่วยอยู่ดี…ปัจจุบันนั้นมีหลอดประหยัดไฟฟ้าหลากหลายแบบมาก.. และเมื่อเทียบราคาดี ๆ แล้ว ยังถือว่า ซื้อมาใช้ได้แต่ด้วยราคาที่แพงในตอนเริ่มต้นอาจจะไม่ได้ทำให้ไม่ดึงดูดนัก แต่เชื่อไหมครับ เมื่อใช้ไปถึงสัก 2 ปี ราคาจะถึงจุดคุ้มทุนได้ (หากวางแผนมาดี) และหลังจากนั้นจะเริ่มกำไรแล้ว…

.

ไม่ว่าจะสร้างคลังใหม่ หรือต้องการปรับปรุงคลัง การเลือกเปลี่ยนหลอดไฟฟ้าแสงสว่างจึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่ดีนะครับ ในปัจจุบันนั้นเทคโนโลยีก้าวไกลไปมาก..ถึงขั้นสามารถเปิดปิดโคมไฟในคลังด้วยการตรวจจับความเคลื่อนไหว…(Motion Detect) แล้วไฟก็จะค่อย ๆ ดับไป (Dimming) โดยใช้เป็นหลอด LED ซึ่งใช้พลังงานน้อยและยังคงให้แสงสว่างได้ในระดับที่ต้องการ

.

บางครั้งการเลือกลงทุนอาจจะต้องมองยาว ๆ นะครับ ถ้ามองแค่สั้น ๆ  หรือเงินถุงเงินถังไม่มี บางทีอาจจะต้องใช้ถูก ๆ ไปก่อน แต่เมื่อเวลาผ่านเริ่มจนพอจะปรับปรุงระยะยาวแล้วนั้น..การพัฒนาปรับปรุงก็อาจจะเสียเงิน 2 รอบ แต่ถ้าหากว่ามันทำให้ไปต่อได้ก็ยังคงทำให้งานเดินหน้าต่อไปได้นะครับ..

.

ผักผลไม้สด ๆ มาถึงมือคุณ

.

เคยสงสัยไหมครับ ว่าทำไม? ผักและผลไม้ถึงวางอยู่บนชั้นวางสินค้าที่ควบคุมอุณหภูมิ 2-4 เซลเซียส ในห้างต่าง ๆ พร้อมความสดใหม่ ให้คุณเลือกสรร…แน่นอนครับ ทุกคนอยากขายของก็ต้องทำให้…แต่คุณลองสังเกตต่อนะครับว่า ทำไมราคาในห้างถึงเป็นผักที่ ราคาแพงกว่า ตามตลาดทั่วไป….วันนี้เรามาดูกันนะครับว่าทำไม?

.

อันดับแรกต้องขอเข้าเรื่องการจัดการก่อน เดี๋ยวจะอธิบายเรื่องต้นทุนไม่รู้เรื่องนะครับ…เริ่มจาก  ผักและผลไม้ต่าง ๆ ถูกพ่อค้าคนกลางรับซื้อจากไร่ สวน ต่าง ๆ ทั่วประเทศ..ใครผูกไว้กับสวนรือไร่ไหน ก็จัดไปตามสะดวก และพ่อค้าคนกลางจะให้สมชื่อก็ต้องหาคนรับซื้อต่อและขายในราคาต้นทุนที่ได้ + กำไรที่เหมาะสม โดยคิดค่า Logistics Cost ไว้หมดแล้ว….เมื่อผู้ซื้อปลายทางเป็นตลาด ก็ซื้อและไปส่งที่ตลาด จัดขึ้นที่พร้อมขายทันที…แต่ถ้าเข้าห้างเขาจะต้องมรการทำงานเหมือนคลังทุกอย่าง รับเข้า-จ่ายออก เพื่อให้ทันต่อเวลา คลังสินค้าคง โอ้เอ้ ไม่ได้ ดังนั้นมาแล้วก็ต้องรีบจัดของรีบส่งไปยังปลายทาง..

.

สินค้าทั่วไปของพวกผักและผลไม้ ถ้าสดจริง ต้องมีอายุไม่นานเกินควร..ดังนั้น เป้าหมายที่ตั้งกันประจำคือ วันถัดไป สำหรับ กทม และ อีก 3 วันสำหรับต่างจังหวัด…1 กับ 3 วันที่บอก ไม่ใช่ว่าที่จัดเตรียมของนะครับ..หากแต่เป็นวันที่ สินค้าวางจัดเรียงอย่างสวยงามบนพื้นที่แสดงสินค้า (Shelf) นะครับ…โดยในคลังนั้น เราใช้วิธีที่เรียกว่า Cross Docking (ขอทับศัพท์นะครับ ยังนึกไม่ออกว่าจะหาคำไทยจากไหนมาแทนได้อย่างสมบูรณ์) โดยการทำงานมีขั้นตอนง่าย ๆ ดังนี้ครับ…

.

เมื่อสินค้ามาก็รับไว้ทั้งหมด จากนั้นแยกสินค้าแต่ละตัวตามจำนวนที่วางแผนไว้ในแต่ละสาขา และก็นำสินค้าแต่ละตัวเข้าไปรวมกันจนครบทุกรายการ…เนี่ยะแหละครับ Cross Docking …งง ใช่ไหมครับ งั้นตัวอย่างมาช่วยดีกว่าครับ…เช่น มีการสั่ง ผักกะหล่ำปี 500 กิโลกรัม และ มะเขือเทศ 300 กิโลกรัม สำหรับ ห้างยี่ห้อหนึ่ง จำนวน 15 สาขา เมื่อของมาถึงตามเวลาที่กำหนด พนักงานคลังผู้รับสินค้าจะตรวจสอบว่าสินค้าตรงตามที่ออก PO (คำสั่งซื้อ) ไปหรือไม่ จากนั้นเมื่อครบ ก็ตรวจสอบสภาพและเริ่มรับสินค้า…และเมื่อครบถ้วนแล้ว ก็เริ่มนำใบแบ่งสินค้ามาให้แก่พนักงานจ่ายสินค้า จากนั้นผักกะหล่ำปี 500 กิโลกรัม และ มะเขือเทศ 300 กิโลกรัมจะถูกแบ่งตามใบแบ่ง เข้าสู่ 15 สาขา เมื่อเสร็จครบสมบุรณ์แล้วนั้น ถือเป็นอันว่าเรียบร้อย…แต่เกร็ดเล็ก ๆ น้อย ๆ นะครับ คือ หากจะวางแผนการจัดสินค้า ก็จำเป้นจะต้องตรวจสอบรอบการส่งด้วยนะครับว่าจะจัดส่งสาขาไหนบ้างก่อนหลัง….เพราะการเตรียมงานอาจจะต้องจบภายในครั้งเดียว…พื้นที่ที่จำกัด…จำนวนพนักงานที่วางแผนไว้ อื่น ๆ อีกมากหลายที่ต้องคำนึง………อย่างที่บอกไว้ครับ..สิ่งที่คำนึงทั้งหมด ถ้าลองเทียบตาม 4P แล้วจะพบว่า การทำงานมีค่าใช้จ่ายทั้งสิ้นไม่ว่าสินค้าจะต้องจัดการอย่างไรบ้าง…

.

เมื่อต้องการคนมาจัดการ..ให้ทั้งดูดี และทันเวลา ต้นทุนของความดูดีก้เหมือนเครื่องสำอางที่เหล่าสตรีใช้ประทินผิวนะครับ…มีต้นทุนทั้งนั้น…และต้นทุนความสวยนั่นเองที่ทำให้ราคาของผักผลไม้ที่วางในห้าง มีราคาค่าตัวที่แพงกว่าสินค้าที่วางในตลาดสด เพราะต้นทุนสถานที่ที่ขายก็ต่างกันมากแล้ว..แต่คุณภาพหละ..อันนี้ผมเว้นไว้นะครับ เดี๋ยวจะไม่ได้มาเขียนเพจต่อ…

.

หากคุณไม่มีเวลาและต้องหาซื้อผักและผลไม้ในห้างต่าง ๆ ก็ขอให้นึกถึงนะครับว่า สินค้าเองก็ผ่านการคัดเลือก จัดเตรียมและเดินทางมาเพื่อถึงมือคุณในเวลาอันแสนจำกัด เพื่อคงความสดใหม่ให้กับคุณ …..ในวงการ Logistics คงหนีไม่พ้นเรื่องที่ว่า ความสะดวกของคุณคือเงินของเรา..อะไรที่ช่วยให้สะดวกขึ้น บ่อมต้องมีค่าใช้จ่ายเสมอครับ…

.

คำสั่งซื้อที่ไม่ต้องสร้างในระบบ แต่ผู้ซื้อสินค้าเป็นคนเลือกเองที่ IKEA

.

ก่อนปี พ.ศ. 2554 คนไทยน้อยคนนักที่รู้จักชื่อสินค้าตกแต่งบ้าน ชื่อ IKEA…ในมุมของเรื่องกำไรขาดทุนนั้น..ผมคงไม่พูดถึงแล้วกันนะครับ สามารถตามอ่านได้ที่เพจ ลงทุนแมน นะครับ..เขาสรุปได้ดีจริง ๆ… แต่วันนี้จะขอเล่าเกี่ยวกับการจัดการภายใน IKEA ที่แหวกแนวใหม่สำหรับคนไทยที่ไปซื้อนะครับ…

.

แม้นทีเด็ดของ IKEA คือการให้เห็นสินค้า ได้ลองสัมผัสจริง ….แต่เวลาสั่งของนั้นแตกต่างออกไปคือ….ทุกตัวสินค้าจะมีรหัสสินค้า…และสินค้า 1 ชิ้น อาจจะต้องประกอบด้วยสินค้าอีกหลาย ๆ ชิ้น..ทำให้เวลาซื้อสินค้านั้นไม่ง่ายเอาเสียเลย…แต่ก็ไม่ยากเกินจะเรียนรู้นะครับ..โดย การจัดเก็บสินค้าก็มีการจัดเก็บเป็นพื้นที่ของกลุ่มสินค้า..และเมื่อผู้ซื้อต้องการสินค้าตัวไหน ก็เดินไป แล้วอ่านรหัสสินค้ากับที่จัดเก็บ (SKU and Location) จากนั้นก็หยิบแล้วมาจ่ายเงินนะครับ…นี่คือเรื่องที่คุณจะเจอกับการซื้อสินค้าใน IKEA เป็นปกติ ไม่เว้นแม้กระทั่ง ไอศครีมที่คุณต้องไปจ่ายเงินและแลกเหรียญมากด ยังต้องบริการตัวเองเลย…

.

แต่หากคนที่ทำงานคลังสินค้าไปเดินซื้อสินค้าใน IKEA อาจจะ งง ๆ นิด ๆ เพราะรหัสสินค้าหรือสิ่งที่ต้องหยิบอาจจะต้องศึกษานิดนึง แต่เชื่อเถอะครับ เวลาเดินไปหยิบนี่นึกว่าอยู่ในคลังสินค้า…การสร้างระบบการหยิบสินค้าของ IKEA นั้น คือ ให้ลูกค้าเดินดูสินค้าตัวอย่างให้หน่ำไปก่อนเลย จากนั้นคิด Order ในหัวของตัวลูกค้าและเดินไปหยิบสินค้า… เมื่อหยิบเสร็จก็ไปจ่ายเงิน นั่นก็คือการให้ลูกค้า เป็น Picker เหมือนกัน Tesco Lotus, Big C, Makro นั่นเอง….แต่ด้วยสินค้าที่มีหลากหลายมากของ IKEA นั่นเอง ทำให้พื้นที่ที่ใช้จึงมีความกว้างมาก รวมทั้งตัว IKEA เองก็ชูเรื่องการความง่ายในการประกอบสินค้าด้วยตัวเองที่บ้าน (หรือจ้างช่างจาก IKEA ไปด้วยราคาหนึ่ง)

.

เมื่อคุณมองไปยังอุปกรณ์ที่คุณใช้ในการลำเลียงสินค้าเพื่อไปคิดเงินนั้น ก็ไม่ต่างจากที่คนในคลังสินค้าใช้ Reach truck หรือ Power pallet truck ขนย้ายสินค้าไปยังที่ต่าง ๆ ตามที่หมายที่ต้องการไปนะครับ..

.

ในอนาคตอันใกล้ IKEA กำลังจะเปิดสาขาที่ 3 (สาขาที่ 2 อยู่ที่บางใหญ่) เพื่อครอบคลุมทุกมุมเมืองของกรุงเทพมหานคร.. โดยพื้นที่โล่ง ๆ ตอนนี้ที่ใครขับผ่านเส้นทางหลวงหมายเลข 9 นั้น เมื่อคุณถึงเส้น รังสิต-นครนายก ให้ลองนึกถึงภาพที่แนบไว้นะครับ จะพอนึกภาพออกว่าอีกไม่นาน พื้นที่ตรงนั้นจะมีห้างใหญ่ ๆ ที่ชื่อว่า IKEA ตั้งในอนาคตครับ…อันนี้ต้องติดตามดูกันต่อไปนะครับ

.

หากท่านมีโอกาสได้ไปเยี่ยมชมก็อย่าลืมนะครับ ว่า IKEA ที่ท่านกำลังเดินหยิบสินค้านั้นก็มีความเป็นคลังสินค้าอย่างเห็นได้ชัดนะครับ หากใครอยากรู้เรื่องคลังสินค้าแบบพื้นฐานสุด ๆ อย่าลืมแวะ IKEA ครับ….

Credit Picture: http://www.skyscrapercity.com

.

วิสัยทัศน์นั้นสำคัญมาก (Vision)

.

วันนี้ (9 ตค 2560) นั้นผมได้มีโอกาสร่วมงานเปิดคลังกระจายสินค้าของกลุ่ม Global house สาขาวังน้อย..บนเนื้อที่กว่า 100 ไร่..และตำแหน่งที่ตั้งที่อยู่เป็นศูนย์กลางของประเทศ  Global house เองก็สามารถดำเนินการจัดส่งสินค้าไปยัง ร้านต่าง ๆ ของ Global house เองทั้ง 52 สาขา (สาขาที่ 53 กำลังจะเปิดเร็ว ๆ นี้ครับ)…

.

มาดูรายละเอียอดของคลังสินค้ากันดีกว่าครับ คลังสินค้านี้เป็นคลังสินค้าที่รับสินค้า สองกลุ่มคือ สินค้าที่รับเพื่อทำ Stock และ Crossdocking ซึ่งทำให้สินค้าจะต้องถูกจัดเก็บในคลังสินค้าและบางส่วนเมื่อรับแล้วจ่ายออกไปทันที..มันก็ดูปกตินะครับ..แต่ทีเด็ดของการออกแบบนั้นผ่านวิสับทัศน์ที่กว้างไกลในจังหวะที่เหมาะสมครับ…แบ่งอธิบายเป็นส่วน ๆ แล้วกันนะครับ

  1. คลังสินค้า (Place ตัวที่ 1 สถานที่) : เนื่องจากปริมาณสินค้าที่ต้องการจัดเก็บนั้น…มีปริมาณเทียบเท่ากับ สินค้าบนพาเลทจำนวน 42,XXX พาเลท การออกแบบจึงต้องมีสร้างเพื่อรองรับถึง 43,000 พาเลท หากเลือกจัดเก็บด้วย Selective Rack จำนวน 6 ชั้น จะต้องลงทุนพื้นที่ประมาณ 43,000 ตารางเมตร..หากแต่เมื่อ Global house เริ่มต้นการวางแผนในการเลือกอุปกรณ์เก็บที่น่าสนใจ..อันได้แก่การใช้ ASRS ในการจัดเก็บสินค้า ใช้ lift เพื่อย้ายสินค้าระหว่างชั้น 1 และ 2 ส่งผลให้ Global house สามารถลดขนาดของคลังสินค้าลงเหลือประมาณ 12,000 ตารางเมตร..ลดลงถึง 31,000 ตารางเมตร – หากเทียบเป็นมูลค่าการก่อนสร้าง ณ 10,000 บาทต่อตารางเมตร จะพบว่า Global house ประหยัดเงินค่าก่อสร้างอาคารไปกว่า 310 ล้านบาท…และหาก ASRS คิดที่ 5,000 บาทต่อพาเลท (Selective rack ประมาณ 1,000 บาทต่อพาเลท) ราคาของ ASRS จะเท่ากับ 215 ล้านบาท..นั้นหมายความว่า การลงทุนสร้างที่จำนวนพาเลท 43,000 พาเลทเท่ากัน Global house สามารถประหยัดเงินค่า ก่อสร้างได้ถึง 95 ล้านบาทตั้งแต่วันแรกที่ดำเนินการทำงาน…..
  2. อุปกรณ์จัดเก็บสินค้า..(Place ตัวที่ 2 MHE) : คลังสินค้า หากเทียบที่ Selective Rack ทั่วไปนั้น จะต้องใช้ Reach truck จำนวนไม่น้อยทีเดียว เพื่อวิ่งตักสินค้ากว่า 43,000 ตารางเมตร จำนวนรถคงไม่น้อย…และเงินค่าเช่าหรือซื้อจำนวนรถเหล่านี้ หายวับไปกับตาเลย จริงไหมครับ เหลือแค่การจัดการแนวราบ…หากต้องเข้ารถ Reach truck สักเดือนละ 30,000 บาทต่อเดือน นั้นหมายความว่า Global house ไม่ต้องจ่ายเงินส่วนนนี้ในทุก ๆ เดือน หากเทียบและ น่าจะลดได้สักประมาณ 30 คันก็ตกเดือนละ 9 แสนบาท…
  3. ค่าไฟฟ้า…(Place ตัวที่ 3 Electricity Charging) ตัวนี้อาจจะมองว่า ASRS ใช้พลังงานเป็นจำนวนมาก แต่หากได้ลองเห็นการออกแบบจริง ๆ จะพบว่า ค่าไฟฟ้าส่วนใหญ่ของคลังสินค้าคือ ไฟฟ้าแสงสว่างกับค่าอุปกรณ์เคลื่อนย้าย รวมกันแล้วกว่า 90% ของคลังทั้งหมด…ลองคิดตามนะครับ ใน ASRS ไม่ต้องใช้คนเข้าไปตัก…แล้วเราจะติดไฟฟ้าแสงสว่างในพื้นที่นั้นทำไม..ก็จบเลยครับ กว่า 50-60% ของค่าไฟฟ้าแสงสว่าง Global house ไม่ต้องจ่าย…(เท่าที่แอบทราบมาค่าไฟประมาณเดือนละ 30,000 บาท เมื่อเทียบกับคลังที่ต้องเปิด High Bay Lamp ถือว่า ประหยัดกว่ามาก จากเดือนละหลักแสนเหลือ 30,000 เห็นภาพชัดเลยนะครับ)
  4. ค่าจ้างแรงงาน (People) นั้น ในอดีตหากเราต้องทำงาน บนพื้นที่กว่า 43,000 ตารางเมตร เราจะต้องใช้คนจัดการเป็นจำนวนมาก..จากสายตาที่ประเมินนะครับ 25,000 case picked per day หรือ 300 ชิ้นต่อคนในชม ที่ ASRS+Sorting System ที่ Global house ใช้อยู่ หากให้คนหยิบธรรมดานะครับ จะได้ประมาณ 80-90 ชิ้นต่อคนในชม หากเทียบสัดส่วนง่าย ๆ จะพบว่า ASRS สามารถให้ความเร็วได้มากกว่า 3 เท่าตัวโดยประมาณ และปัจจุบัน Global house ใช้คนภายในคลังประมาณ 100-150 คน นั่นแสดงว่าหากเราใช้การหยิบแบบคลังทั่วไปจริง ๆ จะพบว่า..เราต้องใช้คนถึง 450 – 500 คนเลยทีเดียว (แอบคิดที่ค่าแรง 350 บาทต่อวันต่อคนนะครับ) ตกลงเดือนนึงจะต้องจ่ายเงินค่าพนักงานกว่า 4 ล้านบาทต่อเดือน..หรือราว ๆ 48 ล้านบาท หักลบกันแล้ว…ทาง Global house เอง จะใช้เงินแค่ 3 ล้านบาทต่อเดือน หรือ 16 ล้านบาทต่อปี คราวนี้ชัดเลยนะครับ..
  5. ค่าความเสี่ยงที่สินค้าเสียหายหรือการขับรถเฉี่ยวชน (People) บอกได้เลยครับว่า เมื่อไม่มีคนเข้าไปอยู๋ในระบบมาก ๆ ความเสี่ยงก็ลดลงตามครับ…เพราะการวัดเราคงเถียงไม่ออกว่าเครื่องวัดแม่นกว่าคน….อันนี้เลยประเมินยากมากครับ…และหนำซ้ำร้ายกว่านั้นค่า ดูแลระบบ ASRS ยังจ่ายเพียง 3-5% ของราคาที่ซื้อ นั่นหมายถึงหากคุณหาเงินได้มากกว่า 6-8 ล้านบาท คุณก็ไม่ต้องพะวงเรื่อง ASRS จะเสียหายมากมายนัก…(จริง ๆ แล้วแค่ค่า saving ที่ค่าแรงก็สามารถซื้อประกันชั้น 1 ให้ ASRS ได้อยู่แล้ว…
  6. กระบวนการทำงาน (Process) ที่นำเอาระบบของ การจัดการคลังสินค้าอย่างเป็นเครือข่าย และครอบคลุม..อันนี้ผมมองว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ามาก ๆ สำหรับอนาคตของบริษัท เนื่องจาก ทาง Global house มีทีม In-house IT Development team นั่นหมายความว่า..ระบบจะไม่ต้องจ่ายค่าเช่าระบบจากต่างประเทศ รวมทั้ง สร้างสรรนวัตกรรมจากทีมนี้ได้อย่างไม่สิ้นสุด..ตัวอย่างเช่น การใช้ Minimum stock ที่ หน้าร้าน เพื่อสั่งเปิด order อัตโนมัติมายังคลังสินค้า การ Booking รับสินค้าโดย Supplier ที่ต้องเชื่อมโยงถึงปริมาณคนงานและพื้นที่คลังรวมทั้งประตูรับสินค้าได้อย่างครบถ้วน..รวมทั้งสินค้าทุกตัวจะถูกบันทึก Dimension และ weight ไว้เสมอ เพื่อใช้ในการยืนยันจำนวนตอนเคลื่อนย้ายระหว่างจัดได้อย่างถูกต้อง. รวมทั้งยังมีการนำจอมาใช้สั่งงานแทนการใช้ RDT ที่ผู้ใช้จะต้องเลือก function แต่อันนี้เกิดจากการแยก function ของงานออก ทำให้แต่ละคนไม่ต้องถือกระดาษหรืออะไร เพียงแต่มองคำสั่งในจอ และบนสายพานจะยืนยันน้ำหนักและเลขที่กล่อง ในการเคลื่อนย้าย ระบบจะบันทึกและส่งข้อมูลไปยังส่วนกลางเพื่อประมวลผล…

.

จากวิสัยทัศน์ที่คิดจะสร้างคลังเพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจของ Global house นั้น..ทาง Global house เองจริง ๆ ถือว่าจ่ายเยอะมากเลย หากมองเม็ดเงินลงทุนที่ใส่เข้าไปในระบบ ASRS เพียงอย่างเดียว แต่หากมองออกมาแบบ Bird eye view จะพบเลยว่า Global house แทบจะได้คลังสินค้าทีมี ระบบ ASRS มาฟรีเลย เมื่อเทียบกับ นวัตกรรมสมัยก่อน..หากจะกล่าวคงต้องบอกได้แค่ว่า วิสัยทัศน์ จังหวะการลงทุนที่ดีเยี่ยม และผู้ร่วมคิดและสร้างผลงานนี้ ทำให้ Global house สามารถทำสิ่งนี้ได้ อันนี้ต้องขอคาราวะเลยครับ..ไม่ธรรมดาจริง ๆ ใช่ว่ามีคลังเปล่า ๆ แล้วจะมาทำได้นะครับ อันนี้ผ่านการตัดสินใจและวางแผนการสร้างอย่างดีนะครับ จึงออกมาได้แบบนี้..

.

ลองคิดดี ๆ นะครับ หาก Global house เป็นรายแรกในกลุ่มการค้าอุปกรณ์ตกแต่งบ้านครบวงจรที่ลงทุนในระบบนี้ในประเทศไทย และเจ้าอื่น ๆ ยังใช้ระบบเดิมอยู่ (มาสักพัก) คราวนี้เราจะเห็นเลยครับว่า… แค่การวางกลยุทธ์การจัดการคลังสินค้านั้น ทำให้ Global house ลดต้นทุนไปเท่าไหร่…และส่วนต่างนั้นคือไพ่ใบสำคัญเลย ที่ทำให้ Global house สามารถก้าวข้ามไปในขอบเขตของการจัดการที่เจ้าอื่น ๆ ยังไม่สามารถเดินตามมาได้ในตอนนี้

.

เมื่อก่อนผมได้ยินแต่คำว่า..พื้นที่ในไทยมันเยอะ ไม่ได้แพงอย่างที่คิดหรอกจะลงทุนเยอะ ๆ (ASRS) ไปทำไม…มองให้ลึกเข้าไป มันชัดเจนครับ หาก pattern การจัดส่งแน่นอนจริงและต่อเนื่องสอดคล้องกับเวลา (just in time – JIT) แล้วนั้น ASRS ก็ถือว่าเป็นอาวุธสำคัญในการขับเคลื่อนเลยทีเดียว..แต่หากการจัดการคลังนั้น ทั้งช้า ทั้งไม่เร่งรีบอะไร…(มีเยอะนะครับที่ลูกค้าไม่เร่งรีบอะไร) และลงทุนใช้ระบบที่มีราคาสูงขนาดนี้นั้น…คงไม่ต่างกับภาษิต ที่ว่า ขี่ช้างจับตั๊กแตน นะครับ

.

ขอขอบคุณ บริษัท Global house ที่ให้เกียรติร่วมงานเปิดตัวคลังสินค้าอันยิ่งใหญ่

ในส่วนนี้ผมได้สมมุติราคา/ค่าใช้จ่าย จากการสังเกตในการทำงานที่ผ่านมา ๆ นะครับ ไม่ได้เป็นตัวเลขที่ได้รับการยืนยันจาก Global house แต่อย่างใดครับ

.

เครื่องมือจัดการสินค้า (MHE ; Material Handling Equipment)

.
คลังสินค้านั้นจัดการสินค้าที่มีน้ำหนักเยอะหรือจัดการสินค้าที่หลากหลายรูปแบบ เช่น การหยิบสินค้าที่ละหลาย ๆ ตัว หรือหยิบสินค้าลงมาทั้ง พาเลท…การทำงานพวกนี้ จริง ๆ ในอดีตอันแสนนานก็ทำกันนะครับ แต่ว่าทำด้วยแรงคน…ขนของจากล่างขึ้นบนและบนลงล่าง…ทีละกล่อง ทีละกล่อง…ต่อเนื่องจนครบ เมื่อเป็นแบบนี้แล้วนั้น การทำงานก็จะต้องใช้ คนและเวลาที่เยอะเพื่อขนสินค้าให้เข้าที่จัดเก็บ การทำงานด้วยแรงงานคนก็เริ่มจะถูกแทนที่ด้วยเครื่องจักร เช่นรถยก รถลากจูง ด้วยเชื้อเพลิงทีใช้ในการขับเคลื่อนที่หลากหลาย..

.
หลัก ๆ ในช่วง ๆ นี้ (ปีพ.ศ. 2560) นี้ มีเทคโนโลยีเยอะมาก ๆ ให้เลือกสรร ตามแต่ต้นทุนจะอำนวย..บางทีพร้อมจะลงทุนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ก็จะยอมจ่ายแพง เพื่อให้ได้สิ่งที่ดีขึ้น รวมทั้งทดแทนค่าใช้จ่ายในด้านแรงงานที่ถูกแทนที่ด้วยเครื่องจักรนั่นเอง…การเคลื่อนไหวที่สำคัญที่ทำให้คลังสินค้าสามารถเก็บสินค้าได้เยอะคงไม่พ้น…ความสูง ถ้าเราสามารถยกของขึ้นที่สูง ๆ ได้…ก็เท่ากับเราใช้พื้นที่ในอากาศได้มากขึ้นนั้นเอง….(ลองสังเกตกระป๋องน้ำอัดลมนะครับ ยังเน้นทำให้สูงและผอม เพื่อเพิ่มความจุในการจัดเก็บ) เครื่องมือที่ใช้ยกขึ้นเก็บมีมากมาย…แต่ยังคงต้องมีที่เก็บในอากาศก่อน (เรียกว่า Selective Rack) เมื่อสร้าง Rack แล้วก็ยกขึ้นเก็บ โดยอุปกรณ์ที่ใช้ก็จะมี Reach truck ซึ่งตัว Reach truck เองก็มีหลากหลายแบบและยี่ห้อ…

.

หาก Rack มีระยะการวิ่งปกติ ก็จะเรียกว่า Selective Rack แต่หากมีซ้อน 2 ชั้นก็จะเรียกว่า Double Deep Rack แลหากทางวิ่งแคบลงจะเรียกว่า Very Narrow Aisle Rack (VNA Rack) นั่นเอง…การเลือกประเภทของความสูงของ Rack ความกว้างของ Rack (Aisle Width) จะต้องถูกออกแบบและเลือกตัวที่เหมาะสม เพราะ Reach truck เองก็มีให้เลือกตามความสูงและแคบ รวมทั้ง น้ำหนักยกด้วย..หากแต่สุดท้ายยังต้องเลือกอุปกณณ์ให้เหมาะกับการทำงาน ดังนั้น.จึงมีการผลิต Order picker ที่ผู้ขับจะขึ้นไปกับส่วนยก เพื่อหยิบสินค้าในที่สูงได้เลย…การใช้งานจะต่างกันไปตามการหยิบสินค้า…MHE เองก็ยังมีอีกหลากหลายเพื่อเคลื่อนสินค้าในแนวราบรวมอยู่ด้วย เช่น Power Pallet Truck, Tractor เป็นต้น..

 

ผมยืมคลิปของ Raymond มาให้ลองดูเพื่อเพิ่มความเข้าใจนะครับ (ลองสังเกตนะครับว่า.. คลิปมันเก่ามากแล้ว จริง ๆ พวกต่างประเทศเค้าใช้กันมานานมาแล้วครับ เดี๋ยวจะหาตัวใหม่ ๆ มาให้นะครับ เดี๋ยวนี้ แทบจะทำงานแทนคนได้หมดแล้ว)

Reach truck

https://www.youtube.com/watch?v=kPU0fIqnOOk

Power Pallet Truck

https://www.youtube.com/watch?v=PuHD3ZuxrWM

ด้านบุคคล (P-People)

.

จากเรื่อง 4P อันได้แก่ P ที่ 1 Place หรือ “สถานที่” , P ที่ 2 Product หรือ “ตัวสินค้า”, P ที่ 3 People หรือ “ทีมงาน”, P ที่ 4 Process หรือ “ขั้นตอนการทำงาน” …สิ่งสุดท้ายที่วุ่นวายที่สุดใน 3 โลกก็คือเรื่องของคนนี่แหละ ไม่ว่าจะองค์กรไหน ถ้าไม่มีคนก็ไม่มีงาน แต่ถ้ามีคนก็มีปัญหาอยู่ร่ำไป …หลักการบริการคนนั้นมีหลากหลายมากสำหรับการบริหารให้พนักงานทำงานให้ดี…แต่ส่วนใหญ่มันมักจะมี SHIP ต่อท้าย..ผมจะขอแค่ยกตัวอย่างง่าย ๆ นะครับ

.

Ownership หรือ “ความเป็นเจ้าของ” อันนี้เป็นภาพที่ชัดเจนขึ้นไม่ใช่ในส่วนของการเป็นเจ้าของอย่างเดียว แต่จะต้องสร้างให้กับพนักงานเข้าใจว่า เรื่องของบริษัท เป็นเรื่องของตัวพนักงาน…ไม่ง่ายนะครับ อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นเลยทีเดียวครับ เพราะหากเราสามารถทำตัวนี้ได้ ไอ่เรืออื่น ๆ (SHIP ตัวอื่น ๆ) จะเกิดขึ้นตามทันที..ในตัวของผู้บริหารเองก็ต้องพยายามสร้างความรู้สึกว่า จะหางานเข้าสู่บริษัทอย่างไร จะลองทำอย่างไรให้คนที่รับไม้ต่อไปทำงานที่ได้รับมาอย่างดี..ออกมาแล้วได้เป็นผลประโยชน์ต่อบริษัท..แต่ทุกวันนี้ คุณอาจจะเห็นผู้บริหารมีความเป็นเจ้าของนะครับ แต่เป็นเจ้าของในความกังวลแบบกลัวตัวเองจะไม่รอด…มันก็จะออกมาไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เพราะล้อมันหมุนเบี้ยว ไม่ใช่เส้นทางมันมีปัญหาอย่างเดียวนะครับ…แต่ในส่วนของพนักงานระดับปฏิบัติการนั้น..การสร้างความเป็นเจ้าของมันยากมากครับ แต่ผมมองว่ามี key สำคัญคือ ทำอย่างไรให้กินอยู่สบายก่อน…ดังนั้นเมื่อผู้บริหารต้องการจะสร้างให้ทีมงานขับเคลื่อนในรูปแบบของความเป็นทีมเดียวกันนั้น หากเราสามารถทำให้เป็นเหมือนครอบครัวเดียวกันหรืออยู่ร่วมกัน ก็จะไปกันต่อได้..ง่ายขึ้น พนักงานจะมีความรู้สึกว่า “บ้านของเขา” เขาจะรักการทำงานมากขึ้น ทั้งเพื่ออนาคตและความมั่นคง

.

Leadership หรือ “ความเป็นผู้นำ” ในส่วนนี้ มันสำคัญตรงที่ต่อจาก Ownership หรือความเป็นเจ้าของ นั้นเมื่อเราเป็นเจ้าของบริษัท (ร่วมกัน) แล้วนั้นความเป็นผู้นำจะเอาไปทำอะไรอีก…เอาสิครับ ยังต้องใช้ครับ เพราะพนักงานเก่ามีวันลาออก พนักงานใหม่ก็มีสมัครเข้ามา พลังใจที่อ่อนล้า ความเมื่อยล้าในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นมากมาย…ความเป็นผู้นำของผู้บริหารนั้นจะเป็นผู้ใส่พลังเพื่อขับดันเข้าไปให้น้อง ๆ เดินกันต่อไป….การให้พลังก็ตามลำดับไหล่นะครับ จากใหญ่ไปเล็ก ดังนั้นอย่าลืมนะครับ คุณเป็นหัวหน้านะครับ ต้องนึกเสมอว่า “เราเป็นหัวหน้านะครับ” แต่ต้องเป็นหัวหน้าที่มีความเป็น “ผู้นำ” ครับ ดังนั้นท่องไว้ครับว่า…ผู้นำ คือคนที่จะพาคนอื่นไปในเส้นทาง ผ่านอุปสรรค ไม่ใช่แค่สั่งนะครับ…เมื่อความเป็นผู้นำเข้าแทรกซึมในตัวพนักงานทุกคน เขาจะดูแลคนที่อยู่ภายใต้การดูแลของเขา จากนั้นผู้บริหารจะมีพื้นฐานที่ดีและต่อยอดได้

.

Friendship หรือ “มิตรภาพ” ขอออกตัวก่อนนะครับ ว่าจะไม่พูดถึงเรื่องตอแหลหรือแทงข้างหลัง..เพราะมันเป็นสิ่งที่ไม่ได้ช่วยให้งานมันดีขึ้น….คุณเชื่อไหมครับ…เรื่องง่าย ๆ ของการจัดการเรื่องนี้มันเกี่ยวกับความเป็นคนปกตินี่แหละครับ..เช่น การรักษาคำพูด, ความไม่ลำเอียง, การเอาใจเข้ามาใส่ใจเรา,….เรื่องอะไรที่มันเกี่ยวกับคนสองคนขึ้นไป มันจะเกี่ยวข้องหมดเลยครับ….แต่สิ่งที่ควรจะเป็นไป คือ การให้เกียรติ ทั้งรักษาคำพูด การมีมารยาทอย่างจริงจัง การให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน…เรื่องเหล่านี้คงไม่ต้องสอนกันหรอกครับ แต่เน้นเรื่องความจริงใจ (จริง ๆ นะครับ) ถ้าคุณทำออกจากใจจริง ๆ  ก็จะออกมาเป็นคำว่ามิตรภาพนั่นเอง…

.

อย่างที่บอกนะครับ เรื่องการจัดการเกี่ยวกับบุคคล หลากตำรา หลายวิธี ดังนั้นการศึกษาคงไม่มีวันจบสิ้นในส่วนนี้…

.

ตอนนี้เราเดินมาถึง P ตัวสุดท้ายแล้วนะครับหวังว่า จะช่วยให้เข้าใจเรื่องการจัดการงานคลังได้ดีขึ้นะครับ…. ถ้าเราสามารถควบคุมจัดสมดุลให้กับ 4P นี้ได้ การงานในคลังจะลื่นไหล ชื่นมื่นกันทุกคนนะครับ……

.

ขอขอบคุณอาจารย์ผู้สอนให้ผมเข้าใจ concept ของ 4P ที่พี่ค้นพบและแบ่งปันให้ผมครับ…

.

สินค้า (P-Product)

.

จากเรื่อง 4P อันได้แก่ P ที่ 1 Place หรือ “สถานที่” , P ที่ 2 Product หรือ “ตัวสินค้า”, P ที่ 3 People หรือ “ทีมงาน”, P ที่ 4 Process หรือ “ขั้นตอนการทำงาน” …สิ่งที่เราขาดไม่ได้เช่นกันอีกตัว อาจจะเรียกว่ามันคือเงินทองของทั้งผู้ให้บริการคลังและผู้ใช้บริการ ก็คือตัวสินค้าหรือ Inventory นั่นเอง..

.

Product คงจะกินใจความได้กว้างกว่า Inventory อีกนิด เรามาดูกัน..product คือ ตัวสินค้า และมีอะไรบ้างที่เราต้องสนใจในตัวสินค้า..มีหัวข้อที่เราต้องดูดังนี้…

  1. กลุ่มสินค้านั้น คือสินค้ากลุ่มไหน…ต้องเก็บในการควบคุมอะไรบ้าง…เป็นสินค้าอุปโภคหรือบริกโภค…(Product spec)
  2. ปริมาณที่ต้องรับ-จัดส่งในแต่ละวัน เดือน ปี เท่าไหร่ (Trend)
  3. การควบคุมการจ่ายสินค้า (lot/batch)
  4. อายุสินค้า (Age)
  5. ขนาด (Dimension)
  6. น้ำหนัก (Weight)

หลักๆ เราก็จะนึกถึงประมาณนี้..แต่ที่ไหนได้บางเราอาจจะต้องเดินไปที่ร้าน หรือโรงาน หรือปลายทางที่จะรับสินค้า เพื่อมองหาแล้วมองให้ออกว่า ลูกค้า หรือผู้ใช้งานสินค้าที่ปลายทางนั้นใช้ของยังไง แล้วเราจะจัดขชองอย่างไรให้สอดคล้องกับปลายทางที่จะรับสินค้า..

.

เรื่องตัวสินค้านั้นนอกจากจะเรียงและจัดส่งแล้ว ตัวพนักงานเอกก็ต้องเรียนรู้และเข้าใจถึงการดูแลตัวสินค้าเป็นอย่างดี… แต่ปัญหาที่มักเจอบ่อย ๆ และไม่สามารถแก้ไขได้มีเยอะมากเกี่ยวกับคำว่า “ตัวสินค้า” เช่น ตัวบลูกค้าเอง ก็ยังไม่รู้เลยว่า ตัวเองขายของอะไรไปเท่าไหร่..การดูแลสินค้าจะจัดการยังไง….เวลาที่ให้เสนอราคาเองก็ไม่ให้ข้อมูลทั้งหมด (โดยอาจจะใช้คำว่า “ไม่สามารถบอกอะไรมากกว่านี้ได้”) ซึ่งนั่นเองเป็นเหตุผลที่สำคัญอีกอย่างที่ทำให้ไม่สามารถทำราคาไปเสนอได้อย่างตรงใจ (ถูกและดี แบบ Foodlands นั่นเอง) …ดังนั้น ความสำคัญของ Product จึงเป็นเรื่องที่สับซ้อนมาก และ ละเอียดอ่อนมาก เพราะ ให้มากไปก็ไม่ได้ ให้น้อยไปก็ไม่ได้ จนกว่าจะถึงขั้นตอนการระบุในเอกสารเปิดเผยข้อมูลกัน ถึงจะเปิดเผยได้อย่างเหมาะสม เพราะข้อมูลจะเป็นความลับระหว่างผู้ที่ให้และผู้รับข้อมูลไปใช้…

.

ในอีกมุมหากท่านเป็นผู้ที่ต้องเข้าไปทำงานในคลังสินค้าที่มีการให้บริการอยู่แล้วนั้ สิ่งแรกสุดที่ผมว่ามันช่วยได้คือ หารเรียนรู้สินค้าทั้งหลายภายในคลังให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ และควรจะไวที่สุดเท่าที่จะทำได้ ดังเช่นซุนวูว่าไว้ “รู้เขา รู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครา” หากเรารู้ว่า ลูกค้า หรือปลายทางจัดการสินค้ายังไง (รู้เขา) แล้วเอามาย้อนคิดกลับว่า เราจะจัดการกับสิ่งที่เราบริการอย่างไร (รู้เรา) แต่ด้วยความรู้ทั้งสองส่วนนั้น เราจะต้องไม่ประเมินเพียงแค่ว่า เรารู้ หากแต่ต้องรู้จริง ๆ ในสินค้านั้น และสามารถจัดการกับสินค้าได้ในทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็น ลูกค้าเปิดร้านใหม่, ปลายทางไม่รับสินค้า, โรงงานไม่ผลติสินค้าตัวนี้, ต้นทางส่งสินค้ามาผิดตัว หรือ วันผลิต, มีสินค้าย้อน Lot (วันผลิตของสินค้าที่ส่งมารอบหลัง อายุสั้นกว่ารอบแรก) เป็นต้น…เพราะเราเองจะไม่สามารถควบคุม แผนการจัดการสินค้า (Product Strategy เช่น FIFO, FEFO) ได้เลย

.

ส่วนของ Place เองก็ต้องพึ่งพาข้อมูลจาก Product ในการออกแบบเป็นอย่างมาก เพราะเป็นตัวกำหนดทุกอย่างภายในการออกแบบเลยทีเดียว..หากคุณยังไม่รู้ว่า Product ที่คุณส่งจัดเก็บและจัดส่งนั้นคืออะไร คงไม่มีเวลามาคิดแล้วว่าจะดูแลอย่างไร ต้องเริ่มจากการทำความรู้จัก Product ให้ถ่องเสียก่อน และคุณจะทำงานกับคลังด้วยความสนุก

.

สถานที่ (P-Place)

.

จากเรื่อง 4P อันได้แก่ P ที่ 1 Place หรือ “สถานที่” , P ที่ 2 Product หรือ “ตัวสินค้า”, P ที่ 3 People หรือ “ทีมงาน”, P ที่ 4 Process หรือ “ขั้นตอนการทำงาน” จากขั้นตอนการทำงานก็คงจะเป็นเรื่องของสถานที่ทำงาน (Place)…

.

เมื่อเราศึกษาและเข้าใจถึงขั้นตอนการทำงานรวมทั้งลูกค้าได้ให้ความไว้วางใจให้บริการคลังสินค้า (หรือผู้บริหารตกลงให้ดำเนินการสร้างคลังภายในโรงงาน) เราจะต้องมาเริ่มออกแบบและวางแผนสร้างกันหละครับทีนี้…หลัก ๆ ของการสร้างนั้น ขอแบ่งเป็น 3 ส่วนนะครับ ส่วนแรกเป็นเรื่องของโครงสร้างอาคาร (Building) ส่วนที่สองคือ อุปกรณ์จัดเก็บประเภทต่างๆ (Storage) และส่วนที่สาม คือ อุปกรณ์ที่เคลื่อนย้ายสินค้าในรูปต่าง ๆ (MHE: Material Handling Equipment)

.

เริ่มต้นด้วยอาคารที่จัดเก็บที่จะต้องออกแบบให้สอดคล้องกับขั้นตอนการทำงาน..ทั้งการรับสินค้าเข้าและจ่ายออกนะครับ..โดยการออกแบบนั้น เมื่อได้รับปริมาณสินค้าที่จัดเก็บและพื้นที่ที่ต้องการหละก็ จะเริ่มด้วยการกำหนดพื้นที่โดยประมาณ และพื้นที่ให้เหมาะสมกับปริมาณ (คาดเดาและประมาณจากการคำนวณ) จากนั้นก็เลือกทำเลของแต่ละคลังที่เลือกไว้ ด้วยหลักการ Center of Gravity หรือ ศูนย์กลางแรงดึงดูด เมื่อได้คลังตามจุดที่ต้องการแล้วนั้น เราจะเริ่มวางพื้นที่จัดเก็บก่อนนะครับว่า Rack ควรจะอยู่ตรงไหน หรือจะใช้อะไรในการเก็บ เช่น ถ้าหากว่าลูกค้ามีเงินเยอะและพร้อมลวทุนกับเทคโนโลยี ก็อาจจะเลือกใช้การจัดเก็บรุ่นใหม่ ๆ เช่น พวก ASRS  หรือ Shuttle System ก็จะต้องเลือกออกแบบกันไปนะครับ..โดนเทคนิคหลัก ๆ ของการวางตำแหน่งต่าง ๆ ภายในคลังนั้น ก็จะต้องคำนึงถึงการไหลของสินค้ารวมทั้งการกีดขวางพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อให้การทำงานไหลลื่นและไม่ติดขัดในการทำงานครับ..

.

เมื่อออกแบบได้ครบถ้วนแล้วนั้น..ทางทีมออกแบบจะต้องประเมินถึงเครื่องที่จะใช้ในการเคลื่อนย้ายสินค้า (MHE) ซึ่งจะต้องสอดคล้องกันนะครับ เพื่อเคลื่อนย้ายสินค้าได้ไวที่สุด และง่ายต่อการทำงานของพนักงานที่สุด การเลือก MHE นั้น จะเลือกตามรูปแบบของการจัดเก็บ เช่น ถ้าการทำงานเป็นส่วนของการวางพื้นเฉย ๆ อาจเพียงแค่ใช้รถ Forklift หรือ Power Pallet Truck ก็อาจจะจัดการได้ แต่หากจะต้องใช้ Selective rack หรือชั้นวางแนวสูง ก็จะต้องใช้ Reach truck เพื่อยกสินค้าขึ้นไปบน ชั้นเก็บแต่ละชั้น ครับ…การเลือก MHE จึงมีผลต่อการทำงานเป็นอย่างมาก…

.

จากนั้นนำทั้งสามส่วนมารวมกันนั้น สถานที่จัดเก็บ หรือ Place ที่ต้องการนั้น ก็คือ คลังสินค้าที่เราเห็นและทำงานกันนั่นเอง…จากข้างบนมันง่ายนะครับ แค่ไม่กี่บรรทัดก็เขียนออกมาได้ หากแต่จะออกแบบให้ทุกส่วนลงตัวและกลมกล่อม ต้องเรียกได้ว่าต้องใช้ศิลปะพอควรเลย…จะเรียกว่า “สถาปนิคงานคลัง” ก็ได้นะครับ..งานพวกนี้ต้องใช้ความรู้หลาย ๆ ศาสตร์ ดังนั้นการออกแบบคลังสินค้าจึงต้องใช้ความคิดและประสบการณ์มาจินตนาการเข้าด้วยกัน….

.
การจัดการแผนผังคลัง (Layout Plan) หรือ การไหลของคลังที่ดี (Flow) จะช่วยให้การทำงานมีต้นทุนที่ถูกต้อง แม้นไม่ใช่งานง่าย แต่ไม่ยากจนเกินไปครับ ปัจจุบันนี้..มีโปรแกรมสำเร็จรูปมากมายให้เลือกใช้ ระบุค่าต่าง ๆ เช่น workload, demand volume, equipment, storage, manpower… และเมื่อประมวลผลออกมาก็จะพบว่า สิ่งที่ใส่เข้าไปเป็นจริงหรือไม่ แต่ทีเด็ดคือ โปรแกรมเหล่านี้จะจำลองคลังออกมาทั้งคลัง รวมทั้งแสดงภาพเคลื่อนไหวให้เราดูได้ว่าที่ออกแบบมานั้น จะมีหน้าตาเป็นอย่างไร…

.

สถานที่ทำงาน หรือ Place ที่กล่าวไปข้างต้นนี้ จะไม่มีประโยชน์เลยหากออกแบบด้วยแนวความคิดที่ไม่ช่วยให้ทำงานง่ายขึ้น..แต่ใครเล่าจะตัดสินใจได้ว่า สิ่งไหนดี..การเลือกทั้งสามส่วนของ Place นั้น จึงเป็นเรื่องที่จะต้องผ่านการวิเคราะห์และตัดสินใจอย่างดี รวมทั้ง Place นี้เองก็เป็นหนึ่งในตัวเลือกสำคัญที่จะทำให้ลูกค้าหรือผู้บริหารตัดสินใจเลยว่าจะไปต่อด้วย หรือต้องรื้อและศึกษาหาความเหมาะสมกันใหม่…

.

ในส่วนนี้มีหลายคำศัพท์มากที่เกี่ยวข้องกับงานคลังสินค้า ผมจะทยอยนำคำศัพท์เหล่านั้นมานำเสนอเรื่อย ๆ  ในโอกาสต่อไปเพื่อความเข้าใจที่มากขึ้นครับ..

.

Credit Photo: Flexsim