จะเริ่มต้นทั้งที…(Starting point)

.

เวลาจะเริ่มเตรียมงานขึ้นคลังมันก็ต้องมีการเตรียมความพร้อมหลายเรื่องทีเดียว..ทั้งเรื่องของขั้นตอนการทำงาน, การเตรียมคน, ก่อสร้างหรือปรับปรุงสถานที่, วางอุปกรณ์เครื่องดักแมลง, อุปกรณ์ความปลอดภัยต่างๆ, อื่น ๆ อีกมากมาย…แต่จุดเริ่มต้นของการทำเตรียมงานเหล่านี้มีเรื่องหลัก ๆ 2 เรื่องที่ต้องดูคือ

  1. ใครจะทำอะไรบ้าง..
  2. แต่ละคนจะทำงานกันอย่างไร ด้วยงบเท่าไหร่..

ถ้าขึ้นผิดก็คิดจนตัวตายเลยทีเดียว…การเริ่มต้นที่ดีมีชัยไปกว่าครึ่งครับ..เพราะถ้าเริ่มผิดปลายทางจะบานมาเลยนะครับ…หลงทางไปไกล อาจจะสาหัสกว่า ก้านแก้ว หรือ ใจเริง เสียอีก..

.

ส่วนใหญ่ จะเริ่มคลังก็จะมีคนเข้ามาเตรียมงาน เพื่อให้ 2 ข้อที่กล่าวด้านบนนั้น ดำเนินการอย่างสอดคล้อง…ซึ่งเมื่อเตรียมความพร้อมได้ครบจริงๆ จุดเริ่มต้นและเส้นทางวิ่งนั้น จะน่าวิ่งและไปได้ไกล..ทั้งตามลำดับและขนานกันไป…โดยส่วนใหญ่หากเริ่มจากที่ดินเปล่าเลยก็อย่างน้อยๆ 8-12 เดือนกว่าจะเริ่มรับส่งของกันได้..ก็ถือว่าเป็นปกตินะครับ…

.

แต่บนโลกเรื่องสวยหรูมันไม่ได้เกิดขึ้นทุกวัน…ขอยกตัวอย่างนะครับ…จากที่มีเวลาเป็นปีในการเตรียมการ ทีมงานได้วางแผนงานกัน เพื่อเตรียมการทำงานต่าง ๆ อย่างรอบคอบ ศึกษาความต้องการของลูกค้าเป็นอย่างดี.. แต่เมื่อถึงวันที่เริ่มมีการให้บริการจริงนั้น พบว่า ไม่สามารถส่งสินค้าออกไปได้ ที่เรียกว่า backlog หรืออาจจะส่งสินค้าไปก็ไม่ครบถ้วน… สาเหตุที่เกิดไม่ได้เกิดจากสาเหตุเดียวเท่านั้น…. หากแต่เกิดจากหลายสาเหตุมาก ๆ เช่น พนักงานไม่มีความรู้เพียงพอสำหรับการทำงาน, สินค้าอยู่ไม่ถูกที่หลังจากที่ย้ายสินค้าจากคลังเก่า ซึ่งแค่ 2 สาเหตุนี้ถือว่าสาหัสแล้วจริงไหมครับ…แต่ใช่ว่าจะไม่มีทางป้องกันนะครับ เพราะสามารถวางแผนก่อนที่สินค้าจะเริ่มการเคลื่อนย้าย หรือเข้ามาสู่คลังสินค้า..

.

มีบางคลัง ข้างบนตกลงกันไว้อย่างดีว่า จะเป็นพี่น้องกัน..แต่คนทำงานกลับไม่ได้เตรียมพร้อมอะไร ก็เริ่มต้นขนย้ายและส่งสินค้า..แต่น้องนั่นไม่รู้ว่าความเป็นอยู่ของพี่ที่เคยเป็นมามันช่างสมบูรณ์เสียเหลือเกิน เหมือนแทบจะขยับปากก็มีคนมาคอยดูแลแล้ว…แต่เมื่อย้ายไปแล้วนั่นไปไม่รอด กลับยอมทำสิ่งหนึ่งคือให้น้องที่ดูแลคนเดิม..ดูแลต่ออีกระยะ เพื่อให้น้องคนใหม่มารับช่วงต่อได้อย่างราบรื่น…ความรักครั้งใหม่มันช่างหอมหวานเสียจนสามารถทำร้ายจิตใจคนรักเก่าได้ลงคอจริง…

.

อีกเรื่องหนึ่งที่ยอดฮิตมากคือ ลูกค้าแจ้งและบอกเสมอว่า ไม่มีเวลาแล้วต้องเริ่มจ่ายของภายใน 2 สัปดาห์ หรือให้เวลาเตรียมตัวได้ไม่เกิน 2 เดือน…ถ้ามีสถานที่อยู่แล้ว ก็ยังพอไหวนะครับ..แต่เท่าที่เจอ ๆ กันมาก็มีทั้งแบบที่พอรับได้ กับอีกแบบคือ จะขึ้นให้ได้โดยไม่สนว่าจะวุ่นวายแค่ไหน ขอเรียกแบบนี้ว่าตะแคงขึ้นแล้วกันนะครับ…และที่สำคัญ ดันขึ้นได้ซะงั้น..ธรรมดาซะที่ไหนหละครับ…

.

เริ่มต้นได้ด้วยการใช้วิธีการทำงานที่ง่ายที่สุด…พื้นฐานที่สุด..ไม่ขอ ความพิเศษอะไรเลย เพียงแค่ บันทึกความเคลื่อนไหวต่าง ๆ ออกเอกสารจัดส่งได้ มีรถไปส่งสินค้า…ถึงร้านสาขาแรกเปิดและจำหน่ายสินค้าได้.. 2 สัปดาห์ที่ทำงานทุกวัน..ดันเปิดคลังที่สามารถรับส่งสินค้าได้…เมื่อเวลาผ่านไป การจัดส่งสามารถส่งสินค้าให้แก่ร้านค้าเพื่อการขายได้อย่างสมบูรณ์แล้วนั้น ลูกค้าก้เริ่มเข้าสู่ภาวะการพัฒนาปรับปรุง

.

เวลาอาจช่วยให้เราเตรียมตัวได้ดีขึ้น..ความพร้อมและครบวงจร อาจจะทำให้เราดูดี…แต่พื้นฐานของการทำงานกลับเป็นเรื่องสำคัญมากจนบางครั้งเรามองข้ามไป…เอาเรื่องอื่นมาเป็นหลักในวางแผนงาน…ดังนั้นเราคงต้องทบทวนก่อนว่าจริง ๆ แล้ว…พื้นฐานของการทำงานนั้น..ได้ใช้งานอย่างถูกต้องแล้วหรือยัง…แล้วค่อยต่อยอดเป็นขั้นตอนถัดไป..

.

จะก้าวเดินยังต้องตั้งไข่…จะนับสองมันต้องมีหนึ่ง…อย่าลืมนะครับ มองที่พื้นฐานก่อน แล้วจะเสริมเติมอะไร ก็ค่อย ๆ ทำ ทำจากสุดเริ่มต้นนี่แหละชัดเจนที่สุดครับ หากไม่รู้ทางไปจริง ๆ ให้กลับไปที่จุดเริ่มต้นนะครับ…

.

งานบ้าน งานคลัง (Manage A Warehouse like A House)

เรื่องของงานบ้าน ถ้าพูดถึงแล้วก็จะนึกถึงการทำงานบ้านที่เราคุ้นเคยกันนะครับ ทำเพื่อความสะอาดและเรียบร้อย… ลองหันกลับมามองงานในคลังสินค้านั้น ก็มีงานประเภทนี้ให้ทำอยู่สม่ำเสมอนะครับ

.

สินค้าหลายประเภทเมื่อถูกวางไว้ที่ตำแหน่งพร้อมหยิบสินค้า (Pickface) นั้น เมื่อมีคำสั่งหยิบเข้ามาที่คลังแล้ว ก็ต้องถูกหยิบจ่ายไปตาม คำสั่งซื้อ (Order) ที่ได้รับหมอบหมายและจัดจ่าย ตามขั้นตอนการทำงาน แต่เมื่อเสร็จสิ้นงานแล้วนั้น ตำแหน่งพร้อมหยิบสินค้า (Pickface) นั้น จะไม่อยู่ในสภาพพร้อมหยิบอีกต่อไป เพราะขณะที่พนักงานหยิบ (Picker) หยิบสินค้านั้น ต้องทำงานภายในเวลาที่กำหนด….จะเทียบง่าย ๆ ให้ชัด ๆ ก็คงไม่พ้น การหยิบของที่ Hyper Market ทั้งหลาย เช่น การหยิบสินค้าที่ Big C, Tesco โดยมีชั้นวางสินค้า เป็น Pickface และ ผู้ซื้อสินค้า เป็น Picker นั้นเอง..

.

ผลของความไม่เรียบร้อยของ pickface นี้ ถ้าหากว่าเราไม่คอยจัดการให้เรียบร้อย ข้อมูลสินค้าคงคลัง อาจจะมีจำนวนที่ตรงแต่สินค้าอาจจะไม่ได้อยู่ในที่ที่ถูกต้อง หรือ Batch ของสินค้าอาจจะไม่ได้ถูกหยิบไปอย่างถูกต้องได้..ดังนั้น เรามีความจำเป็นที่ต้องจัดการ ตำแหน่งหยิบสินค้า หรือ Pickface ให้เรียบร้อยอยู่เสมอ ซึ่งการทำขั้นตอนนี้ไม่ต่างกับการจัดบ้านให้เรียบร้อยสวยงามเสมอ…จึงเรียกได้ว่า การจัดการบ้านนั่นเอง (Housekeeping)

.

การทำความสะอาดบ้านนั้น ยังต้องมีอุปกรณ์ แล้วการจัดการคลังหละจะใช้วิธีไหนดี…ก็ยังคงขอใช้หลักการพื้นฐานในการจัดการนะครับ อาจจะเก่า แต่ก็ยังเห็นว่าใช้งานได้ดีเสมอมาครับ..เครื่องมือนั้นคือ 5ส ครับ…

.

เริ่มต้นด้วย สะสาง -> สะดวก -> สะอาด -> สร้างลักษณะนิสัย -> ส่งเสริมให้ยั่งยืน… เหมือนจะง่ายนะครับ แต่ถ้าขาดการวางแผนที่ดี ก็ใช้งานไม่ง่ายเหมือนกันครับ.. ที่ญี่ปุ่นเองก็ใช้วิชานี้ในการจัดบ้านนะครับเป็นเล่นไป จัดกันจนกลายเป็นวิชาที่ใช้ในการจัดการเลยทีเดียว..แต่เครื่องมือชิ้นสำคัญที่สุดคงไม่พ้น “สะสาง” (Sorting) ให้ได้ก่อน ซึ่งในคลังสินค้าก็เช่นกันครับ ต้องจัดการแบ่งแยกความวุ่นวายและไม่ถูกต้องของ Inventory ให้เรียบร้อยก่อน แล้วก็ไปต่อกันที่ “สะดวก” (Set in Order) ที่จะต้องจัดเตรียมพื้นที่ให้สอดคล้องกับการหยิบใช้ที่ดี…”สะอาด” (Shine) ผมคงต้องใช้คำว่า ทำให้คลังดูสะอาดตา เห็นชัดเจนในสิ่งต่าง ๆ … “สร้างลักษณะนิสัย” (Standardize) อันนี้คำไทยกับคำภาษาอังกฤษ ต่างกัน แต่ผมว่ามันสื่อไปทางเดียวกับได้ ที่ว่า เมื่อจัดการทุกอย่างเป็นที่เรียบร้อยแล้วนั้น มันจะต้องถูกจัดทำให้เป็นขั้นตอนการทำงานที่ชัดเจนขึ้นมาเป็นมาตรฐานที่ต้องทำร่วมกัน และพอเราไล่มาจนครบ 4 แล้วนั้น สิงสุดท้ายที่ต้องทำ คือ “ส่งเสริมให้ยั่งยืน” (Sustainability) คือการทำให้มีความต่อเนื่องไปเรื่อย..

.

เมื่อจัดการเสร็จสิ้นแล้วความเรียบร้อยที่เกิดขึ้นก็เป็นผลลัพธ์โดยตรง แต่สิ่งที่จะได้มาต่อจากนั้นคือ การทำงานที่ประหยัดเวลามากขึ้น ลดการใช้ทรัพยากรที่ไม่จำเป็นลง….แต่อย่างไรก็ตาม การจัดบ้านคนเดียวคงไม่สนุกฉันใด การจัดการความเรียบร้อยในคลังคงพึ่งพาคน ๆ เดียวไม่ได้..การร่วมมือลงแรงจึงเป็นปัจจัยที่สำคัญมากต่อการทำให้เกิดความเรียบร้อยแบบยั่งยืน…

.

ลองรักคลังสินค้าของคุณดั่งบ้านของคุณ แล้วจะพบว่า..การจัดการคลังที่ดีมันไม่ได้ยากอย่างที่คิดครับ…

น้ำท่วมครั้งใหญ่ปี พ.ศ. 2554 (Flood in 2011)

.

ช่วงนี้มีฝนตกติดต่อกันหลายวันเหลือเกินทำให้หวนนึกถึง ครั้งหนึ่งของ “น้ำท่วม” ที่เกิดขึ้นใน ปี พ.ศ. 2554 นั้น บังเอิญเข้ามาในชีวิตของคนทำโรงงานและคลังสินค้าหลาย ๆ คนครับ วันนั้นฟ้าครึ้ม ฝนตกไม่หยุด ทั้งวัน ติดต่อกันนานมาก เริ่มมีข่าวว่าพื้นที่หลายพื้นที่เริ่มเข้าสู่ภาวะน้ำท่วมแล้ว ใครที่ไม่อยู่ในเส้นทางน้ำผ่านอาจจะเฉยๆ.. แต่ในครั้งนั้น ทางน้ำผ่านสุดท้ายคงไม่พ้น กทม เป็นแน่..แต่ก่อนหน้านั้น 7 นิคมก็ได้รับรู้รสชาติกันทั่วหน้าเลย..

.

ไม่ว่าจะวางแผนกันแค่ไหน ประเมินกันไว้ดีแล้ว ก็มีเพียงไม่กี่แห่งเท่านั้นที่เตรียมตัวทันและสามารถป้องกันมวลน้ำไม่ให้เข้าไปยังโรงงานหรือคลังสินค้าได้…น้ำที่ท่วมทะลักเข้ามาไม่มีทีท่าว่าจะปราณีเลย…ไหลเข้าไปหมด…แล้วสุดท้าย ก็ไม่มีสิ่งใดเหลือ ประตูรั้วที่เคยต้องเปิดถึงจะเข้าได้ บัดนั้นไม่สามารถขว้างเรือพายได้อีกต่อไป…พายเข้าไปได้อย่างสะดวก.. รปภ จะต้องอยู่ด้วยอาหารประทังชีวิตที่มี เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของสินค้าภายในคลัง..

.

ส่วนคนที่เหลือ ก็ต้องไปหาที่แห้ง ๆ ไปลุยกันต่อ…เปิดคลังชั่วคราว เก็บสินค้าที่รออยู่ที่ท่าเรือ ความโกลาหลมากมายที่เกิดขึ้น ความต้องการขายของของลูกค้ายังคงอยู่อย่างคงทน (ทั้ง ๆ ที่ตอนน้ำท่วม กทมนั้น ไม่เห็นมีใครซื้อ ก็ขอให้เอาของเข้าห้างให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้..) ระบบต่าง ๆ ที่ต้องกู้คืนมาเพื่อให้สามารถทำงานกันต่อไปได้ คนงานที่ต้องจากบ้านไปทำงานที่อื่น ประสบการณ์ใหม่ที่ไม่เคยเจอกัน.. ทุกอย่างวุ่นวายไปหมด..

.

แต่ลมฟ้าอากาศยังเมตตาแก่เรา..หยุดตก และรอให้น้ำระบายออกไปจากพื้นที่ท่วม มวลน้ำใจของประชาชน ด้วยความรักของพ่อหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ทรงมองกาลไกลกว่าที่ใครจะมองจึงดำหริสร้างคลองลัดโพธิ์ขึ้น..น้ำได้ลดลง..ทุกอย่างที่ลอยน้ำ กองที่พื้น..จากสินค้าที่สร้างมูลค่ากลายเป็นกองขยะมหาศาล..ความเสียหายที่เกิดขึ้น ต้องทดแทนด้วยอุปกรณ์ใหม่ที่ต้องสั่งเข้ามา…ลูกค้าที่ยังต้องขายของ…ยังคงต้องการนำสินค้ากลับมาจัดจ่ายให้เร็วที่สุด…การย้ายถิ่นฐานกลับของพนักงาน…สุดที่จะบรรยายเป็นคำพูดได้..

.

การคิดนำเรื่องการหาแผนสำรอง (BCP : Business Contingency Plan) จึงกลายเป็นการรักษาแผลใจระยะยาวที่หลายๆลูกค้าต้องการ… แผนสำรองเหล่านี้คืออะไรบ้างสำหรับคลังสินค้า…มีทั้งการเรียนรู้ระบบบการพยากรณ์อากาศ อ่านระดับน้ำ การประเมินว่าจะย้ายสิ่งใดไป แหล่งที่พักและอุปกรณ์ใช้งานยามฉุกเฉิน คลังสินค้าที่ใหญ่เพียงพอ ตู้เก็บอุณหภูมิทุก ๆ ระดับอุณหภูมิ…และที่ขาดไม่ได้คือ การซ้อมเสมอจริงว่าเกิดภัยพิบัติขึ้น…

.

การจัดเตรียมไว้เสมอ หรือความไม่ประมาทนั้น เป็นสิ่งจำเป็น..ลองหันกลับไปตรวจสอบดูนะครับว่า คลังสินค้าของคุณมีเรื่องเหล่านี้จัดเตรียมไว้มากพอรึยัง…หากว่ายัง คิดเผื่อไว้ก้ไม่เสียหายนะครับ… อย่างน้อย ๆ เวลาเกิดเรื่องขึ้น จะสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ดีขึ้นครับ…

 

 

สินค้าถึงมือลูกค้าแล้วจบ จริงหรอ? (Are you sure? that is the end of work)

.

ไม่ว่าจะส่งแบบถึงมือด้วยการส่งตรงแบบ ไปรษณีย์ / ส่งด่วน หรือจะแบบส่งสินค้าไปยังร้านค้าต่างๆ หรือ โรงงานก็แล้วแต่นั้น เวลาที่ทำงานจริงนั้น ไม่เคยได้จบที่ส่งเรียบแล้ว และจากลามาเลยนะครับ เอาจริง ๆ หลาย ๆ คนคงเคยพบเจอกับปัญหานี้กันครับ สำหรับคนที่เรียน Logistics นั้น จะไม่ค่อยได้คำนึงในส่วนนี้เท่าไหร่ เพราะการเรียนนั้นอาจจะมองไปข้างหน้า หรือเดินทางเดียว และถึงแม้นว่าหนังสือเรียนก็ยังระบุว่า มีการย้อนระบบการจัดส่งสินค้า (Reverse Logistics) ก็เถอะครับ ที่เคยได้เจอ ๆ มา ผมเห็นกุมขมับกันทุกรายครับ..

.

มีกรณีศึกษาหนึ่งครับ เป็นสินค้ารองเท้ายี่ห้อหนึ่ง เค้าว่าถูกเสมอ นั้น เมื่อไม่นานมานี้ มีการคืนสินค้ากลับมาที่คลังสินค้าจากร้านค้า แต่อยู่ในภาวะที่ทีมงาน วุ่นวายมาก จึงมัวแต่สนใจเรื่องการจ่ายสินค้า จนลืมการจัดการกับสินค้าคืน (Return) นั้น ถุกละเลยจากคนที่ต้องดูแลสินค้าคงคลัง (Inventory Admin) เชื่อไหมครับ ด้วยผลจากการละเลยที่เกิดขึ้นนั้น ทำให้จะต้องแก้ไข จัดแจงปรับปรุงการทำงานกันยกใหญ่ เพราะ….มีสินค้าที่ “หาไม่เจอ” มหาศาลครับ ทั้งหยิบสินค้าผิดที่ไปจ่าย ทั้งไม่ได้รับเข้าระบบ ส่งผลลูกโซ่ (ไม่ใช่แชร์ลูกโซ่นะครับ อันนี้เจ้าหนี้ไม่มีหนีสักคน)…ไม่มั่นใจว่าทุกวันนี้แก้ไขได้แล้วหรือยังนะครับ แต่ผมจะมาขอเสนอวิธีการแก้ไขด้วยวิธีการทำงานทั่วไป แต่แก้ไขปัญหานี้ได้ครับ

.

วิธีการจัดการของคืนนะครับมีวิธีง่ายๆ ดังนี้ครับ

  1. ทำเดี๋ยวนี้ (Just Do It)– ทางคลังจะต้องไล่ตามเคลียร์สินค้าเหล่านี้เข้าคลังทันที เพื่อป้องกันปัญหาอีกมากมายเช่น การไล่อายุสินค้าก่อนหลังกับสินค้าในคลังที่มีอยู่ การแยกสินค้าเข้าพื้นที่จัดเก็บเฉพาะ (Quarantine Area/Location)
  2. ทำไม่ทันก็ชี้บ่งซะ (Identify) – ระบุเสมอครับว่า รับกลับมาเมื่อไหร่ จัดการกับสินค้าเหล่านี้ไปถึงไหนแล้ว และต้องบันทึกอะไรลงในระบบบ้างและระวังอย่าปล่อยให้ข้ามเดือน นะครับ แผนกบัญชี จะถามหา…
  3. ชี้บ่งแล้ว อย่าลืมมาไล่เคลียร์ (Follow up) – ห้ามพลาดนะครับ ตามซะ อย่าปล่อยให้แอดมินในคลังมาบอกว่า “ตามแล้ว ๆ ลูกค้ายังไม่ตอบ” เท่าที่เคยเจอมา ไม่พลาดครับ เดาไว้ได้เลยว่า ยังไมได้ตามแน่นอน ….พลาดแล้วไม่สนุกเชื่อผม

.

สินค้าที่ผมยกตัวอย่างมากนั้นอาจจะยังดูไม่ซับซ้อนนะครับ..แต่หากคุณลองคิดถึงสินค้าคืน เช่น กล่อง Router จาก ค่ายผู้ให้บริการอินเตอร์เนตแต่ละเจ้านั้น เจ้าของสินค้าจะต้องถูกตรวจสอบด้วยตัวแทนการตรวจบัญชี (Financial Auditing) ดังนั้น สินค้าแต่ละตัวที่มี Serial นั้น จะต้องย้อนกลับมาให้ครบถ้วน ลงกล่องที่ถูกต้อง….และหากไม่ครบเล่า เราจะทำอย่างไร จะต้องอ้างอิงยังไงให้ Auditor เชื่อว่า คืนมาจริงๆ แค่นี้ และจะลงบันทึกเข้าไปว่า สูญหายไปอีกเท่าไหร่ นะครับ หลาย ๆ คนอาจจะรำคาญเวลาที่ต้องโดนตรวจสอบ แต่เชื่อเถอะครับ การทำงานของคุณจะมีผลต่อเนื่องไปหาอีกคนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ครับ..

.

หากคุณมีโอกาสนะครับ ลองดูมือถือในมือคุณนะครับ เวลาคุณไปเครม (Claim) เนี่ยะ…ไม่ง่ายเลยนะครับเชื่อผม พนักงานที่รับเรื่องของคุณถึงไม่ค่อยชอบทำเรื่อง Reverse logistics เท่าไหร่ครับ รวมทั้งปัจจุบันนั้นยังมีการคืนของจากระบบการค้าออนไลน์ (Ecommerce)…

.

ดังนั้น ขอยืมคำพูดของผู้ที่เคยสอนงานให้กับผมมาให้เป็นคำเตือนใจเสมอ ๆ กับตัวผมเอง และ ท่านผู้อ่านทั้งหลายว่า “อย่าหลุดมือ” (Don’t Lost Focus) มันอาจจะไม่ได้ใช้แค่ การไล่ตามงานคืนนะครับ แต่ผมเชื่อว่ามันกินใจความกว้างไปถึงการทำงานจริง ๆ ของเรา ๆ ในทุกงานครับ…

กระดูกสันหลังของคลังสินค้า (Warehouse Backbone)

.

การทำงานของคลังสินค้าในปัจจุบันนั้น คนภายนอกอาจจะมองแค่เพียงว่า เป็นที่รับ-เบิกจ่ายสินค้าไปยังปลายทางได้อย่างเป็นระบบ…แต่ใครเล่าจะรู้ว่า เบื้องหลังของความคล่องแคล่วว่องไวนั้นคลังสินค้าต้องทำงานกันมากมายแค่ไหนเพื่อเตรียมสินค้าจัดจ่ายให้ ถึงมือผู้บริโภค อย่าง ถูกต้อง สภาพดี ตรงต่อเวลา…

.

ดั่งร่างกายมนุษย์ของเรานั้น เวลาสมองคิดก็ต้องคิดแล้วส่งความคิดนั้นไปยังอวัยวะต่าง ๆ เพื่อทำงานให้เสร็จลุล่วง การรับคำสั่งจากสมองนั้น จึงเปรียบเสมือนความต้องการของลูกค้าที่ส่งมาให้เราทราบว่าต้องการสินค้าเท่าใดหรือวางแผนขายสินค้าไว้อย่างไร…แต่เมื่อเข้ามาแล้วนั้น ก็ต้องแปลคำสั่งเหล่านั้นและส่งต่อคำสั่งเหล่านั้นไปยังอวัยวะต่าง ๆ ร่างการมนุษย์มีโครงสร้างสำคัญคือกระดูกสันหลัง คลังสินค้านั้นก็มี ระบบการจัดการคลัง (WMS – Warehouse Management System) เป็นดั่งกระดูกสันหลังเช่นกัน

.

หลายคนมองข้ามและคิดเสมอว่า การจ่ายสินค้าไปยังปลายทางได้นั้นคือการสิ้นสุดการทำงานแล้ว โดย “หลายคน” ที่ว่านี้ก็มีพนักงานของคลังสินค้าเอง หรือแม้แต่ตัวผู้จัดการคลังสินค้าก็มีความคิดเช่นนั้นเหมือนกัน..ผลจากความคิดที่มองข้ามการทำงานตามระบบนั้น ก่อให้เกิดปัญหามากมาย เช่น สินค้า “หาย” หรือ “หาไม่เจอ” (ดังที่เคยได้กล่าวไว้ในบทก่อนหน้า)

.

ดังนั้นการรู้จักว่าระบบการจัดการคลังสินค้า (WMS) นั้นคืออะไร ก็เป็นเรื่องจำเป็นเรื่องนึงเลยนะครับ…ระบบการจัดการคลังสินค้ามีหลากหลายระบบมาก ๆ แล้วแต่บริษัทที่ให้บริการ มีตั้งแต่ระบบเก๊า…เก่า ไปยังระบบที่สามารถมองเห็นสินค้าทั่วทุกมุมโลกผ่านระบบ ๆ เดียวได้ แต่จากหลายบริษัทที่ผลิตนั้น อาจมีชุด ”คำสั่งที่แตกต่างกัน” แต่มี ”หลักการ” เดียวกัน (Different User interface same Logic) มาดูกันครับว่า หลัก ๆ แล้ว หลัการที่ว่ามันมีอะไรบ้าง

.

ง่าย ๆ ครับ เปรียบเทียบกับการสร้างอีเมล อาจจะทำให้คุณดูแล้วเข้าใจง่ายขึ้นไปเลยครับ….ลองนึกดูนะครับ อีเมล ต้องมีการระบุชื่อ, ที่อยู่, เบอร์ติดต่อ, แหล่งอ้างอิง, รวมทั้งตัวอีเมลก็บันทึกทุกความเคลื่อนไหวของจดหมายในอีเมลของคุณ ในระบบการจัดการคลังสินค้า ก็เช่นกันครับ ระบบจะต้องมีข้อมูลพื้นฐานของการจัดเก็บสินค้า (Master Data) เช่น

– รหัสสินค้า (SKU)

– ชื่อสินค้า (Product Description)

– รหัสผลิต (Lot / batch)

– วันที่ผลิต / วันหมดอายุ (Manufacturing date / Expiry date) เป็นต้น

และยังมีเรื่องการจัดการอื่นๆ เช่น อีเมลที่ส่งเข้าก็เปรียบได้ดั่งการรับสินค้า (Received) และการที่อีเมลที่ส่งออก ก็เปรียบได้ดั่งการจ่ายสินค้าออก (Dispatching/ Delivery) และอะไรคือ Inventory ของ อีเมลหละ ก็ง่าย ๆ ครับ “จดหมาย”ที่คุณรับและจ่ายออกนั้นเอง ความต่างมีเพียงแค่จดหมายนั้นเป็นของคุณ แต่ inventory นั้นเป็นของผู้ว่าจ้างเก็บสินค้านั่นเอง

.

การออกแบบและทำงานของระบบการจัดการคลังสินค้า (WMS) จึงมีแผนภาพง่าย ๆ ดังแสดงว่าในภาพแล้วนะครับ

สมการง่าย ๆ ครับ Master Data + Logic & Rule -> Procedure

โดยทั่วไปแล้วนั้นระบบจัดการคลังสินค้า (WMS) นั้นจะมีคำสั่งพื้นฐานมาอยู่แล้วนะครับ เหมือนมือถือที่มีคำสั่งโทรออก รับสาย รับข้อความ แต่การจะทำงานเพิ่มเติมในมือถือ เราโหลด App แต่ ใน WMS นั้น ขึ้นอยู่กับว่าโปรแกรมของบริษัทนั้น ๆ ยอมให้ปรับแต่งได้มากน้อยเท่าไหร่นะครับ

.

และผลลัพท์ของการใช้ระบบนั้นคงหนีไม่พ้นเรื่องการจัดการที่ถูกบันทึกและตรวจสอบ (Track and Traceability) ได้ แต่ยังไม่จบเพียงแค่นี้ ถ้ามองในมุมนึง มันคือข้อมูลมหาศาลที่ใช้ในการจัดการได้หลากหลายมากนะครับ เช่นการดึงรายงานมาวิเคราะห์การพัฒนาปรับปรุงการทำงาน หรือทำรายงานเพื่อทวนสอบกลับกับยอดกับรับส่งสินค้าจริงกับค้นทางและปลายทางเป็นต้น

.

ในปัจจุบันนี้ ความเข้าใจและความรู้เกี่ยวกับระบบการจัดการคลังสินค้าจึงเป็นความรู้ที่มีค่ามากในสายอาชีพนี้ อย่างที่บอกนะครับ ระบบอาจจะมีหลายบริษัทสร้างขึ้นมา แต่ก็ยังอยู่บนพื้นฐาน “หลักการ” เดียวกัน ดังนั้นหากมีโอกาสได้ข้องแวะ อย่าลืมไปลองดูนะครับ ว่าระบบคลังสินค้าที่คุณได้เล่นอยู่นั้น ทำงานยังไง และมีลูกเล่นอะไรเท่ห์บ้าง จะได้นำมาปรับใช้ให้เกิดประโยชน์แก่งานของคุณครับ

ส่งเสร็จมันต้องแจ้ง.. (POD)

.

การจัดส่งสินค้าเสร็จสิ้นแล้วนั้น จะรู้ถึงคนอื่นได้อย่างไร ถ้าไม่บอก จริงไหมครับ ศัพท์ทั่วไป ๆ ที่เค้าใช้กันก็ POD (Proof of Delivery) นั่นเอง..โดยปกติขั้นตอนการทำงานก็ง่าย ๆ ครับ..ลูกค้าหรือปลายทางที่รับสินค้าจะได้รับเอกสารจากคนขับรถเสมอ..และก็ต้องเซ็นเมื่อรับสินค้าเสร็จสิ้น เพื่อยืนยันว่าได้รับสินค้าถุกต้องตามใบส่งสินค้า… โดยที่มักจะมีหลาย ๆ แบบเช่นแนบคำสั่งซื้อ  (PO) ไปด้วย เมื่อคนขับรถจะออกจากปลายทางก็จะรับเอกสารกลับมาด้วย และนำไปยืนยันกลับคลังและนำไปขึ้นค่าขนส่งกับผู้จ่าย..

.

แต่รู้ไหมครับ ไอ่การจะเซ็นชื่อเนี่ยะ มหากาพย์ เลยนะครับ ถ้าเป็นดังที่ได้กล่าวมา เราคงได้เอกสารยืนยันตั้งแต่วันถัดไปจากที่ส่ง…แต่ชีวิตจริงนั้น คนละเรื่องเลย..บางทีกว่าจะได้ ก็ 3-5 วัน อันนี้ยังดีนะครับ บางครั้งไปถึง 7 วันก็มีนะครับ (อันนี้เทียบกทม และปริมณฑลนะครับ) บางทีเจอเซอร์ไพร์อีกครับ…เอกสารหายครับ ไม่มีอะไรยืนยันอีก นอกจากลูกค้าปลายทางจะไม่โทรมา ตำหนิ (Complain) มันดูไม่ง่ายจริงไหมครับ..มากคนยิ่งมากความ..ด้วย

.

เมื่อเวลาผ่านไป…ระบบการสื่อสารท่ดีขึ้น ระบบการเชื่อมต่อข้อมูลดีขึ้น..ความเปลี่ยนแปลงก็เกิด จะเห็นชัด ๆ ก็ ไปรษณีย์ไทยครับ ที่เริ่มมีการนำเครื่องมือ PDA (Personal Digital Assistant) ใช้ ทั้งการยืนยันการส่งสินค้า, ทั้งให้ผู้รับสินค้าได้เซ็นชื่อที่เครื่องได้เลย รวมทั้งยังไม่ทิ้งเรื่องเอกสารเพื่อตรวจสอบระบบอีก…ในวงการคลังมีกันแทบจะทุกยี่ห้อแล้วนะครับ..ก้าวหน้าไปถึงขั้นลง App มือถือ ต้นทุนในค่าอุปกรณ์ลดลงทันที, เข้าถึงได้ง่าย, และผลที่ต้องการก็เกิดขึ้น ทั้งสามารถยืนยันด้วยการเลือกคำสั่ง, ภาพถ่ายหน้าบิล, ลายเซ็นของลูกค้า หรือ จะเป็นการแจ้งปัญหาในการจัดส่งก็สามารถเลือกได้ด้วย App ดังกล่าว…ไม่มีคงถือว่าเชยเข้าไปใหญ่…และปัจจุบัน ก็กำลังพัฒนาไปสู่การทำ App ที่แจ้งกันไปเลยว่าจะให้ไปรับจากไหน ส่งที่ไหน ใครเป็นคนรับ ยืนยันตัวกันได้เลยทีเดียว..

.

หากยังต้องใช้เอกสาร ระบบการขนส่งก็ยังใช้กันต่อไป..และระบบก็คงควบคู่กันไป…แต่ผมเชื่อว่าอีกไม่นาน ในประเทศไทยจะก้าวเข้าสู่ 4.0 แล้ว หากว่า การพัฒนายังคงมีอย่างต่อเนื่อง..การแทนที่เอกสารด้วยเครื่องมือเหล่านี้น่าจะมาถึงในอีกไม่นานแล้ว…

 

#WarehouseManagement, #POD, #ยืนยันการจัดส่ง, #PDA, #Complain, #Thailand4.0

จากของหายสู่การจัดการอย่างเป็นระบบ และใช้เทคโนโลยีเข้าช่วย (From Lost to Systematic Controlling)

.

การจัดการสินค้าคงคลัง (Inventory) นั้น ถูกพัฒนาเรื่อย ๆ มา ด้วยวิธีการทำงานต่าง ๆ โดย วิธีการจัดการให้ความถูกต้องและแม่นยำของสินค้าคงคลัง (Inventory Accuracy) นั้นมีหลากหลายวิธี แต่ผมจะขอแบ่งเป็นขั้นตอนเพื่อให้เกิดความเข้าใจว่า การทำให้สินค้าคงคลังถูกต้องเสมอในทุกกระบวนการ ทำได้จริงหรือไม่

.

เมื่อสินค้ามาถึงคลังสินค้า หรือที่เรียกว่า สินค้าขาเข้า เป็นช่วงเวลาบาดใจมาก เพราะในมือของเรานั้น จะมีเพียง สายตา เอกสาร และตัวสินค้าเท่านั้น ที่จับต้องได้ หากมีการส่งข้อมูลล่วงหน้ามายังระบบจัดการภายในคลังสินค้า (interface to WMS) ก็ใช่ว่าจะช่วยให้สินค้าคงคลังตรงและถูกต้อง เพราะระบบ WMS ไม่มีลูกตา ดังนั้นในปัจจุบันนั้น หากไม่ได้ใช้ระบบที่ลงทุนมาก ๆ อย่าง RFID (Radio-frequency identification) ก็จะต้องพึ่งพาตัวเรานี่แหละเพื่อตรวจสอบ ซึ่งการทำให้ถูกต้องได้นั้น จะต้องนับทุกชิ้น (ในหลาย ๆ คลังสินค้า ผู้ซื้อตกลงกับผู้ขายเรื่องการคิดเงินคืน หรือ Claim เพื่อลดขั้นตอนในการทำงาน) อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ก็จะต้องแลกมากับเวลาและแรงงานที่ต้องสูญเสียไป

.

กรณีที่สินค้าอยู่ภายในคลังหรือพื้นที่จัดเก็บที่เตรียมไว้แล้วนั้น การนับทุกวัน (Daily Cycle Count) ก็เป็นวิธีที่ใช้สำหรับตรวจสอบความผิดเพี้ยนของสินค้าคงคลัง (Stock Discrepancy) ที่อาจเกิดขึ้นได้

.

และเมื่อถึงการหยิบจ่ายออกไปนั้น การหยิบและจ่ายสินค้าตามใบคำสั่งหยิบ (Picking Slip) ทั้งในส่วนของตรงรหัสสินค้า (Correct SKU), ตรงวันผลิตสินค้า (Correct batch/lot) ตรงจำนวนที่ระบุให้หยิบ (Correct QTY) เป็นการทำให้สินค้าคงคลังถูกต้องการ ได้เหมือนกัน

.

จากขั้นตอนง่ายของการนำสินค้าเข้าคลัง การนำสินค้าออก และการตรวจสอบสินค้าในคลังนั้น มีส่วนช่วยทั้งสิ้นที่จะทำให้สินค้าคงคลังแม่นยำและถูกต้อง

.

ทุกวันนี้เล่า เขาทำกันอย่างไร….

มันก็ยังมีหลายแบบนะครับขึ้นอยู่กับต้นทุน ได้แก่

  • การใช้ Stock Card เพื่อตรวจสอบในพื้นที่จัดเก็บนั้น ๆ ว่าสินค้าตรงกับจำนวนที่ระบุใน Stock Card หรือไม่
  • การใช้ RDT (Radio Data Terminal) เพื่อเป็นการยืนยันแบบทันทีในระบบ อันนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับว่าระบบ WMS ของคุณนั้นสามารถ วางแผน, รองรับ, ระบุ, ตรวจสอบ ได้ดีแค่ไหน เพื่อชี้แจงตำแหน่งของสินค้า, การเคลื่อนไหวของสินค้า, การทวนสอบต่าง ๆ ระหว่างข้อมูลหลายหลากบนสินค้านั้น เป็นต้น
  • การใช้ RFID (Radio-frequency identification) นั้น ถือว่าค่อนข้างง่ายเลย เพราะบนสินค้าจะมีระบุตัวสะท้อนสัญญาณที่ออกมาเป็นรหัสที่ระบุไว้บนแต่ละชิ้นสินค้า (ลองดูตัวอย่างง่าย ๆ ได้ที่ร้านหนังสือหรือห้างสรรพสินค้าที่มีเครืองตรวจจับเวลามีขโมย ขโมยหนังสือออกจากร้านนะครับ)

แต่โดยรวมแล้ว ผลของการนับสินค้าคงคลังก็จะเพียงต้องการผลคือ “สินค้าอยู่ถูกที่ไหม”, “จำนวนตรงหรือไม่”, “รหัสผลิตตรงไหม”

.

ดังนั้นการทำให้สินค้าคงคลังตรงและถูกต้องนั้น มี “หลากหลายวิธีการ” ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว แต่อยู่บน “หลักการเดียว” เท่านั้น คือ ทำอย่างไรให้เรารู้ว่าสินค้าเคลื่อนไหวไปที่ไหน และจะต้องหาเจอเสมอ รวมทั้งสอบกลับได้อย่างชัดเจน (Trackable and Traceability)

.

ของในบ้านเราก็ไม่ต่างกันนะครับ แต่แค่เราใช้วิธีนึก ไม่ได้ใช้ระบบเท่านั้น!

แผนการจัดรถ (Truck Plan)

ส่วนใหญ่คนคลังมักมองข้ามแผนการจัดรถขนส่ง ทำงานไปก็ไม่ได้คิดอะไร แค่หยิบสินค้าให้เสร็จตามกำหนดที่ตกลงเป็นจบ..แต่เมื่อเราก้าวข้ามระดับการทำงานที่เพียงมองแค่งานของตัวเอง จะรู้ว่า ไม้ที่เรารับมาและจะส่งต่อไปนั้นสำคัญมากครับ..

.

ไม้จากทีมคลังนั้น จะส่งมอบไปยังทีมขนส่งเพื่อจัดส่งไปยังร้านค้า…มองจากอีกมุมแล้ว เผลอ ๆ ทีมขนส่งนี่จะดูสำคัญกว่าทีมงานคลังด้วยซ้ำ แต่ในที่นี้ ผมมองในมุมลูกค้านะครับ..ทุกทีมสำคัญหมดนะครับ เพราะสินค้าจะถึงมือของลูกค้าได้นั้น ต้องร่วมมือร่วมใจกันทำครับ..

.

คราวนี้มาดูกันครับว่าเวลาทำงานนั้นเขาวางแผนกันด้วยวิธีคิดหลายวิธี เช่น การเอาปริมาตร (CBM) ของสินค้าที่จะจัดส่ง เทียบกับ CBM ของรถที่ใช้ในการจัดส่ง (CBM คือ Cubic Meter หรือ ลูกบากศ์เมตร) หรือจะใช้จำนวนกล่องในการประมาณ หรือจะเหนือกว่านั้น ก็ใช้โปรแกรม ลองเรียงของในรถเลยครับ ตามเกณฑ์น้ำหนักและความกว้างยาวสูง (Weight and Dimension) มีหลากหลายวิธีมากนะครับ….และที่ใช้กันประจำก็ ประมาณตามงานแต่ละวันครับ …(ล้อเล่นนะครับ)

.

แต่ก่อนจะไปประมาณจำนวนรถที่จะใช้นั้น ยังมีอีกเรื่องครับ..คือ ต้องไปดูว่า ร้านแต่ละร้านที่จะรับสินค้า รับกี่โมง มีกี่ร้านที่รับวันเดียวกัน..ใช้เวลาในการรับแต่ละร้านนานเท่าไหร่..ร้านต่อร้าน จะไกลแค่ไหน..เยอะแยะมากนะครับ ประมาทไม่ได้เชียว…และเมื่อประเมินเวลาและจำนวนรถที่ขึ้นงานได้แล้วนั้น ผู้ออกแบบส่วนใหญ่จะต้องคิดว่า ใช้เวลาในการลงของเท่าไหร่ และจะมีกี่ประตูดี…ไม่ใช่เล่นเลยนะครับ กับแค่การวางแผนรถขนส่ง…

.

ความร่วมมือที่ดีที่ทำให้การวางแผนรถเป็นไปได้ด้วยดีนั้น..หากบริษัทไหนมีระบบการจัดวางสินค้าหรือวางแผนนั้น การวัดขนาดกล่องสินค้า และน้ำหนักเป็นปัจจัยสำคัญมากนะครับ ยิ่งมีข้อมูลพวกนี้มากเท่าไหร่นั้น ความแม่นยำ ในการวางแผนจะดีขึ้น รวมทั้งทำให้เกิดประสิทธิผลในการจัดการรายจ่ายในส่วนขนส่งที่เหมาะสมมาก ๆ ครับ..

.

มองกลับมาที่ทีมคลัง เป็นยังไงบ้างครับ เราคงต้องตั้งคำถามว่า เราจะช่วยอะไรให้ทีมขนส่งสามารถทำงานได้ดีบ้าง…อย่างน้อย ๆ ก็หาข้อมูลของสินค้าที่ถูกต้องและรีบส่งมอบข้อมูลให้แกทีมขนส่งนะครับ หรืออย่างน้อยหากการประมาณช่วยได้ ก็จัดไปครับ ทีมงานทำงานได้ไว อะไร ๆ ก็ง่ายขึ้นครับ…

หาย หรือ หาไม่เจอ (Lost or Not Found) ในคลังสินค้านั้น มันสำคัญยังไง…

.

เรามารู้จักกันก่อนครับว่า สินค้าภายในคลังสินค้า (inventory) คือ สินค้าที่จะถูกนำไปจัดจ่ายหรือจำหน่ายสู่ท้องตลาด โดยสินค้านี้อาจถูกเก็บในคลังสินค้าของผู้ผลิต หรือคลังสินค้าของผู้ให้บริการ (3PLs – 3rd Party Logistics Service Provider)

.

แล้วสินค้าคงคลัง (inventory) เหล่านี้ สำคัญไฉน ก็คงบอกได้ง่าย ๆ ว่า ในมุมมองของแผนกที่แทบจะมีอิทธิพลที่สุดในองค์กร อันได้แก่ แผนก “บัญชี” แล้ว มันคือเม็ดเงินที่ลงทุนไปและรอคอยผลกำไรที่จะกลับมาคืนเข้าสู่องค์กรนั่นเอง สินค้าคงคลังจึงเป็นดั่งหัวใจขององค์กร ทุกความเสียหายและสูญหาย คือ ความสูญเสียทีเกิดกับองค์กรทั้งนั้น

.

ในภาษาเด็กคลังจะมีคำพูดติดปากว่า หาของไม่เจอ หรือ ของหาย กันบ่อยมาก มันเกิดขึ้นได้อย่างไรเล่า ในเมื่อเก็บเองกับมือ…

.

ผมจะขอเข้าสู่ตัวอย่างที่ชัดเจนแล้วกันนะครับ เพื่อให้เห็นภาพไปพร้อม ๆ กัน…

.

กรณีที่ผมยกนั้นคือ คลังสินค้าคลังนึง ที่รับบริการจัดเก็บและจัดจ่าย แก่ลูกค้าของผู้ว่าจ้าง อีกทีนึง โดยสินค้านั้นคือ “ยา” ที่ใช้สำหรับโรงพยาบาลและร้านค้า (ผมยกเคสที่สาหัสนิดนึงนะครับจะได้เห็นภาพกันชัดๆไปเลย)

.

มันเริ่มต้นเมื่อ หลายสิบปีที่แล้ว 3PLs เจ้าหนึ่งชนะการประมูล (Bidding) เพื่อ ให้บริการแก่ผู้ว่าจ้างในการจัดเก็บสินค้า จึงเริ่มจัดเตรียมพื้นที่และจัดเก็บสินค้าตามหลักการของคลังสินค้าในยุคนั้น มีทั้ง Location และระบบ WMS (Warehouse Management System) และสอนการขั้นตอนการทำงานภายในคลังให้แก่พนักงาน (Training) ได้อย่างครบถ้วน และเมื่อวันนั้นมาถึงสินค้าได้ถูกลำเลียงเข้าสู่คลังสินค้า (Stock Migration) และพนักงานเริ่มทำงานตามขั้นตอนที่ได้ร่ำเรียนมา อย่างรวดเร็ว ในตอนแรกนั้น ที่โล่ง ๆ มันก็ดูง่ายในการจัดเก็บ แต่เมื่อรถขนสินค้าคันถัดไป เข้ามาเรื่อย ๆ การจัดเก็บเริ่มไม่ง่าย พนักงานแต่ละคนต้องคิดและจัดเก็บ แต่หลายคนก็หลายความคิด การจัดเก็บที่ว่องไวจึงเกิดขึ้น พนักงานจัดเก็บสินค้าจนหมดสิ้นในแต่ละวัน

.

เมื่อสินค้าเข้าย่อมต้องจ่ายสินค้าออก (Outbound) ระหว่างที่มีการลำเลียงสินค้าเข้านั้น พนักงานธุรการ (Admin) ก็ได้รับคำสั่งจ่ายสินค้าจากผู้ว่าจ้าง และได้จัดเตรียมใบหยิบสินค้าเสร็จสิ้น (Picking Slip) ยื่นส่งแก่พนักงานหยิบสินค้า (Picker) และพนักงานหยิบสินค้าได้เข้าสู่คลังเพื่อไปหยิบสินค้า ให้หลังไปเพียงไม่นาที พนักงานหยิบสินค้ากลับมายังฝ่ายธุรการคลังอย่างเร่งรีบ และแจ้งว่า “หาของไม่เจอ” เพียงคำสั้น ๆ นี้อาจจะดูไม่น่าตกใจนะครับ ก็แค่ “หาของไม่เจอ” หรือ “ของหาย” และหัวหน้างานได้เข้าช่วยแก้ไขด้วยการสั่งงานหาสินค้าเพื่อจ่าย….หากแต่ยังคงหาสินค้าที่รหัสผลิต (Lot/Batch) ดังกล่าวไม่เจอ ปัญหาถัดไปจึงเริ่มเข้ามา เมื่อจัดส่งได้ไม่ทันเวลา ลูกค้าของผู้ว่าจ้างจึงเริ่มติดต่อมาเอง นั่นคือสัญญาณร้ายแล้ว เนื่องจากลูกค้าของผู้ว่าจ้างนั้น เป็น โรงพยาบาล และมีผู้ช่วยที่ต้องการใช้ยารออยู่…..สินค้าที่หาไม่เจอ หรือสินค้าหายนั้น ไม่ได้เกี่ยวแค่เรื่องเงินเสียแล้ว แต่เป็นเรื่องของชีวิตของคนไข้เสียแล้ว……

.

เป็นยังไงบ้างครับ ความร้ายแรงของ การ “หาของไม่เจอ” หรือ “ของหาย” ที่เด็กคลังเรียกกัน….

.

ผมมาเล่าเรื่องต่อดีกว่าครับ ในวิกฤตนั้น ไม่ได้แก้ง่าย ๆ เลยเพราะจะต้องระดมพนักงานเท่าที่มีหาของให้เจอ รวมทั้งต้องจัดเตรียมสินค้า วันแล้ววันเล่า “หาของไม่เจอ” หรือ “ของหาย” มันช่างกัดกินพลังงานและพลังความคิดในสมองของเรามาก ๆ ผลสุดท้ายคลังสินค้านั้น จึงต้องทำงาน 2 อย่างไปพร้อมกัน คือ การหาสินค้าเพื่อให้ส่งสินค้าให้แก่ลูกค้าของผู้ว่าจ้างแบบรายวัน และยังต้องแบ่งคนอีกส่วนนึงในการจัดสินค้าคงคลังให้อยู่ถูกต้องทั้งระบบและสินค้าจริง…ลองจินตนาการดูนะครับสินค้ากว่า 10,000 พาเลท จะต้องตรวจสอบ-จัดเรียง-จัดจ่าย แทบจะตลอดเวลานั้น กว่าจะครบถ้วนและจัดการได้เรียบร้อยนั้น ต้องใช้เวลาเท่าไหร่…ที่คลังนี้จัดการปัญหาด้วยความพยายามของทีมงานและใจที่สู้สุดแรงนั้น พวกเขาใช้เวลาถึง

“6 เดือน”…

ลองจินตนาการต่อนะครับว่า ผู้ที่รับผิดชอบในคลังสินค้านี้หรือผู้ที่เกี่ยวข้องนั้น จะต้องใช้แรงและความพยายามขนาดนั้น

“หาของไม่เจอ” หรือ “ของหาย” นั้นจึงเป็นปัญหาสำคัญ ที่จะต้องระวังป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอย่างเด็ดขาดในคลังสินค้า

.

ปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไร….

  • การจัดเก็บสินค้าที่ไม่เรียบร้อย
  • การหยิบจ่ายที่ไม่ตรงตามขั้นตอนและระบบ
  • การรับคืนสืนค้าที่ไม่จัดการในทันที
  • การนับสินค้าที่ไม่ซื่อสัตย์
  • การไม่บันทึกการจัดเก็บสินค้าเสียหายในทันที

เป็นต้น

.

หากคุณกำลังเรียนหรือเริ่มเข้าสู่การทำงานคลังสินค้านั้น โปรดระวังในส่วนนี้ให้ดีนะครับ เพราะมันอาจเป็นมัจจุราชร้าย สำหรับคนไข้ ได้เลยทีเดียว….

คลังสินค้าคืออะไร…(What warehouse is?)

.

ถ้าตามหนังสือ คงจะต้องบอกว่า ที่จัดเก็บสินค้าเพื่อจัดจำหน่ายจ่ายแก่ปลายทางที่ต้องการ แต่ผมคิดว่า ผมอยากจะอธิบายให้ลึกและเข้าใจง่าย พร้อมทั้งให้เห็นถึงความสำคัญของคลังสินค้านะครับ..

.

จริง ๆ แล้วเวลาเราจะจัดส่งสินค้าไปหาร้านค้าหรือปลายทาง ถ้าลองจินตนาการไปในอดีต จะพบว่า โรงงานเองนั้น ก็ส่งสินค้าไปยังร้านค้าโดยตรงเนื่องจากปริมาณการค้าขายที่มีจำนวนไม่มาก แต่ด้วยปริมาณความเจริญที่เพิ่มขึ้น เวลาที่จำกัด พื้นที่ที่ลดลงของร้าน การจัดส่งสินค้าด้วยวิธีเดิม ๆ ก็ค่อนข้างจะตอบสนองได้ยาก รวมทั้งผู้เล่นรายใหญ่ที่ส่งสินค้าให้ร้านก็มีปริมาณมากขึ้นตามความเจริญของสภาพเศรษฐกิจครับ.. เมื่อจำจะต้องส่งของให้ถึงมือลูกค้าให้ตรงเวลา หรือส่งเข้าโรงงานให้สอดคล้องกับสายการผลิตนั้น..การจะผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการ จึงเป็นโจทย์ที่ยากมากสำหรับผู้หลิตหรือนำเข้าทั้งหลาย ดังนั้นจึงต้องมีช่องว่างระหว่างกันให้พอหมุนนั่นนี่ไปมาและจัดส่งได้ด้วย…ก็เลยเอาสินค้าเข้ามาเก็บไว้ในคลังก่อน…

.

คลังก็มีหลายแบบนะครับ ทั้งคลังสินค้า เก็บอาหาร เครื่องอุปโภค เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องจักร ของแช่แข็งทั้งหลาย…จะเก็บสั้นๆแล้วรีบกระจาย หรือจะเก็บไว้เป็นปี แล้วค่อยๆ กระจายออกไป..แต่ที่สำคัญคือการวางแผน..ว่าสินค้าจะอยู่นานแค่ไหน หรือสินค้ากระจายยังไง..

.

ขั้นตอนในการทำงานของคลังหละมีอะไรบ้าง..หลัก ๆ หลายคนคงรู้อยู่แล้วว่า รับสินค้าเข้า และจ่ายสินค้าออก…แต่ยังมีอีกครับ..ทั้งการรับสินค้าคืน คัดแยกสินค้า ติดสติ๊กเกอร์ตามความต้องการของลูกค้า จัดกะเช้าของขวัญวันปีใหม่ กะจุ๊กกะจีก ทั้งหลาย..ทำกันหมดทุกอย่าง เพราะจะปล่อยในสินค้ามาอยู่เฉย ๆ ก้ดูจะเสียเวลาเปล่า ๆ ไป…

.

ทุกอย่างก็ดูจะเรียบง่าย จริง ๆ ก็คือการเอางานบางส่วนออกจากการผลิตมาทำ ทั้งการจัดเก็บและการเพิ่มมูลค่า (Value Added Service) แต่มีคำพูดของผู้บริหารชื่อดังของไปรษณีย์เยอรมัน ท่านกล่าวไว้ว่า ในอนาคต ธุรกิจคลังสินค้าจะหายไปจากระบบการจัดส่ง…ฟังแล้ว ไม่ใช่เป็นไปไม่ได้นะครับ มันก็พอจะมีสัญญาณให้เห็นในช่วงเวลาที่ท่านพูดอยู่ เช่น การที่โรงงานเริ่มลดกำลังการผลิตเนื่องจาก ความแม่นยำในการวางแผนการขายที่แม่นยำขึ้น, การเกิดขึ้นของผู้ประกอบการรายย่อย..เป็นต้น…

.

แต่เท่าที่สังเกตโลกก็ไม่เคยหยุดหมุนเช่นเคยครับ..การแพร่กระจายและเข้าถึงของเวบ Alibaba  นั้น ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงไม่เว้นแม้แต่คลังสินค้า..ก็ถูกเปลี่ยนรูปแบบไปพอควรเลยครับ เช่น เน้นการถ่ายผ่านสินค้าไปยังปลายทางอย่างรวดเร็วขึ้น..ความพร้อมที่จะขึ้นลงสินค้าให้แก่รถขนส่งแต่ละประเภท ผู้เล่นหลักในตลาดก็เปลี่ยนไป..จากคำพูดของผู้บริหารไปรษณีย์เยอรมันนะครับ..ผมว่า คลังสินค้าก็ยังคงมีอยู่ แต่ว่าการรองรับความต้องการคงเปลี่ยนไปแบบที่เราเองก็ต้องปรับตัวเหมือนกัน…

.

การทำงานในสายนี้มันก็แปลกนะครับ ไม่เน้นเป็นหุ่นยนต์ซะทีเดียว แต่เน้นพลิกแพลงให้สามารถจัดการสินค้าได้..คนคิดเอาตรงนี้มาทำเงินได้..เป็นการขายการเคลื่อนไหล (Transaction) ล้วน ๆ จริง ๆ ครับ จนมีคำติดปากว่า จับเสือมือเปล่าครับ..แต่เชื่อเถอะครับ ปืนกระสุน กับดักใช้หมดเลยครับ ใช้มือเปล่าคงจับไม่ไหว…555

.

เหมือนเรื่องเล่าไปเรื่อย ๆ นะครับ แต่แค่อยากมาเล่าให้อ่านดูครับ ว่ามุมมองของผมเป็นแบบนี้ มุมมองของคุณหละ มองคลังสินค้าเป็นยังไงในตอนนี้ ต่างวาระ ต่างภาพที่มองเห็น..